วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
การสอนเรื่องชาติหน้า ภพหน้า ไม่ทำให้คนเพ้อฝันหรือ
ไม่ทำให้คนเพ้อฝันหรือ ?
วิสัจฉนา: อาจจะฝันแต่ไม่ใช่เพ้อฝัน กลับเป็นการใฝ่ฝันอย่างความใฝ่ฝันที่คนร้องเพลงกันว่า "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ" นั้นเอง ปัญหาเรื่องชาติหน้า โลกหน้า ตายแล้วเกิดนั้น ได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นเรื่องของผลที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย คนอาจจับเอาหลักเพียงพระพุทธภาษิตที่ว่า
อิธ นนทติ เปจจ นนทติ กตปุญโญ อุภยตถ นนทติ
ปุญญํ เม กตนติ นนทติ ภิยโย นททติ สุคติ คโต
ผู้มีบุญอันกระทำแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสองคือบันเทิงอยู่ในโลกนี้ ละไปแล้วย่อมบันเทิง ย่อมบันเทิงด้วยความคิดว่าบุญอันเรากระทำไว้แล้วไปสุคติแล้วจะบันเทิงยิ่งๆขึ้น
จะพบว่าพระพุทธภาษิตนี้แสดงเหตุแห่งความบันเทิงในโลกทั้งสองไว้ว่าได้แก่บุญผลคือความบันเทิงจะเกิดขึ้นในโลกทั้งสองได้ ก็ต้องสร้างเหตุคือบุญไว้ ความสำนึกเช่นนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้คนผู้ปรารถนาผลดังกล่าว รีบเร่งกระทำเหตุที่ให้เกิดผลเป็นความบันเทิงในโลกทั้งสอง
ความสำเร็จในชีวิตคนจะต้องเริ่มมาจากความใฝ่ฝันเพื่อเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เสียก่อนแล้วในที่สุดทำให้คนเหล่านั้นเพียรพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตนใฝ่ฝัน ความเพียรพยายามนั้นจะยุติลง เมื่อตนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่เคยใฝ่ฝันไว้
การสอนการเชื่อในเรื่องชาติหน้า โลกหน้า ตายแล้วเกิด จึงเป็นพลังอันมหาศาลที่จะผลักดันวิถีชีวิตของคนให้ก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งสุจริตทาง กาย วาจา ใจ ซึ่งอำนวยผลให้คนเห็นได้ในปัจจุบัน เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและสังคมอันเป็นส่วนรวมสังคมจะมีสมาชิกที่ยึดมั่นในความถูกต้องตามธรรมมากขึ้น ความเห็นแก่ตัว พวกของตัว พ่อค้าหน้าโลหิตจะน้อยลงได้มากทีเดียว เมื่อผลออกมาได้อย่างนี้ใครจะเรียกว่า เพ้อฝันหรือสร้างวิมานในอากาศจะสำคัญอะไร ?
การระลึกชาติมีจริงหรือไม่
วิสัจฉนา: ตามหลักพระพุทธศาสนาถือว่ามีได้จริงๆ เพราะพระพุทธเจ้าเมื่อทรงบำเพ็ญเพียรทางจิตมาถึงจุดหนึ่งแล้วพระองค์ก็ทรงบรรลุสิ่งที่เรียกว่า "ญาณ" อันเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากการฝึกจิต ญาณที่ทรงบรรลุนั่นมีมากในที่นี้จะพูดเฉพาะพระญาณข้อแรกคือ
- ปุพเพนิวาสานุสสติญาณคือ พระญาณที่ทำให้พระองค์ทรงระลึกชาติปางก่อนได้ว่าในชาตินั้นๆ พระองค์เคยเกิดเป็นอะไร มีรูปร่าง การศึกษา การงานเป็นต้นอย่างไร ทรงระลึกได้ไม่มีกำหนด มีพระชาติในอดีตเป็นอันมากที่ทรงนำมาเล่าประกอบการแสดงธรรม เรียกว่า ชาดก แปลว่าเรื่องที่เคยเกิดมาแล้ว เช่นพระเจ้า 10 ชาติเป็นต้น
- ปุพเพนิวาสานุสสติ ญาณนี้มีขีดความสามารถในการระลึกชาติได้มากน้อยแตกต่างกันตามกำลังแห่งญาณที่เกิดขึ้น เหมือนแสงสว่างแม้จะเป็นแสงสว่างเหมือนกันแต่ขจัดความมืดได้มากน้อยแตกต่างกัน
การระลึกชาติอีกประการหนึ่งคือการระลึกชาติของท่านที่มีบุญพิเศษ แต่ระลึกได้ไม่กี่ชาติ อีกพวกหนึ่งคือระลึกได้ด้วยการสะกดจิตตามที่พวกฝรั่งนิยมศึกษากันทราบว่าอย่างมากที่สุดระลึกย้อนกลับไปได้เพียง 2ชาติเท่านั้นอย่างไรก็ตามการระลึกชาติด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันนั้นมีได้จริงๆ
จากหลักการแห่งการระลึกชาตินี้ หากคนเราจะใช้วิธีนี้เองระลึกถึงสมัยที่ตนเป็นผู้น้อย เป็นเด็กเป็นคนยากจนได้รับความเดือดร้อยเป็นต้นว่าสมัยนั้นตนต้องการอะไรจากผู้ปกครองผู้ใหญ่ คนมีฐานะดีกว่าตนที่พอจะช่วยได้อย่างไรบ้าง แล้วใช้ความรู้สึกของตนในสมัยนั้น ปฏิบัติตนต่อคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับตนแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา สังคมมนุษย์นี้คงน่าอยู่ขึ้นอีกมากที่เดียว.
ถ้าโลกแตกคนจะไปเกิดที่ไหน
วิสัจฉนา: เอาอย่างนั้นเชียวหรือ? คำถามนี้วางอยู่บนสมมติฐานที่ไม่อาจเป็นไปได้เหมือนการกล่าวว่า เต่ามีหนวด กระต่ายมีเขา รูปผู้หญิงทำด้วยหินมีครรภ์ หากเป็นเช่นนั้นได้จริงคนก็ต้องยอมรับในประเด็นที่ว่า โลกและชีวิตเป็นขบวนการที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามเหตุปัจจัยแห่งธรรมชาติ
เมื่อเหตุปัจจัยแห่งการเกิดขึ้นดำรงอยู่ของชีวิตแตกสลายไป สิ่งนั้นก็ต้องแตกสลายตามไปด้วยเป็นธรรมดา
ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่
วิสัจฉนา: ความเกิดนั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย การพูดตรงๆไปว่าตายแล้วเกิด ท่านจัดเป็น สัสสตทิฏฐิ คือความเห็นว่าโลกเที่ยง แต่หากปฏิเสธว่าตายแล้วไม่เกิดอีกหรอกท่านก็บอกว่าเป็น อุจเฉททิฎฐ คือความเห็นว่าขาดสูญ เรื่องนี้จึงจำต้องหาจุดกลางให้ได้ ว่าพระพุทธศาสนาได้แสดงเรื่องนี้ไว้ในรูปของเหตุปัจจัยที่อาศัยประชุมพร้อมกันแล้วการเกิดก็มีขึ้น เช่น ในกรณีการถือปฏิสนธิในครรภ์ ท่านแสดงปัจจัยหลักไว้ว่า "มารดาบิดาร่วมกัน มารดามีระดู คนธรรพ์ถือปฏิสนธิ"
การเกิดก็ปรากฏขึ้น ในคำว่าคนธรรพ์นั้นชื่อแปลกออกไปจากที่อื่น คนธรรพ์เองก็เกิด
ขึ้นจากปัจจัย 3 ประการคือ กมมํ เขตตํ กรรมดีกรรมชั่วเหมือนเนื้อนา วิญญาณํ พีชํ วิญญาณเป็นหน่อพืช ตณหา สิเนหํ ตัณหาเป็นยางเหนียว
ในเรื่องนี้ท่านแสดงแบบอุปมาด้วยเมล็ดพืชการจะตัดสินว่าเมล็ดพืชจะปลูกงอกหรือไม่นั้น ต้องอาศัย พื้นดิน หน่อ และยางเหนียวในเมล็ดพืชรวมกัน หากบกพร่องไปอย่างเดียวก็งอกไม่ได้ ฉันใดการบังเกิดของคน สัตว์ ก็ต้องอาศัยปัจจัย 3 ประการ คือกรรม กิเลส วิญญาณ ฉันนั้น
โดยนัยนี้จะพบว่าเมื่อเราเข้าไปจับกับหลักปฏิจจสมุปบาท กิเลสคืออวิชชา กรรมคือสังขาร วิญญาณก็คือปฏิสนธิวิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาททรงแสดงแบบเป็นเหตุเป็นผลกันตามในปัจจัยหลักที่กล่าวข้างต้น คำว่า คนธพโพ คือ คนธรรพ์เป็นชื่อของกิเลส กรรม วิญญาณรวมกัน แต่เพราะกำเนิดนั้นไม่ได้มีเฉพาะเกิดในครรภ์อย่างเดียว
ปัจจัยที่สำคัญอันนำไปสู่การตัดสินว่าตายแล้วเกิดหรือไม่ คือ กิเลส กรรม วิญญาณ ปัจจัยทั้ง 3 นี้ขาดไปเพียงอย่างเดียวก็เกิดไม่ได้ คำตอบจึงยุติว่า หากปัจจัย 3 ประการนั้นมีอยู่ การเกิดก็ต้องมีอยู่ เมื่อปัจจัย 3 ประการนั้นหมดไปการเกิดก็ยุติ ผู้เกิดก็ไม่มี.
วิญญานมีจริงหรือไม่
วิสัจฉนา: ก่อนปฏิเสธหรือยืนยันเรื่องอะไร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบว่า "สิ่งที่เรากำลังพูดถึงนั้นคืออะไร?" เรื่องของวิญญาณก็ทำนองเดียวกัน เนื่องจากคำนี้เป็นคำทางศาสนาก็ควรทราบว่าทางพระพุทธศาสนาแสดงเรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไรให้ได้เสียก่อน แล้วจึงจะพูดในประเด็นที่ว่ามีหรือไม่ วิญญาณแปลว่าความรู้อารมณ์พิเศษทั้งหลาย ท่านแสดงว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน เมื่อแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกันคือ
ก. วิญญาณขันธ์ แปลว่ากองแห่งวิญญาณแบ่งออกเป็น ๖ ประเภท เรียกชื่อตามที่เกิดแห่งวิญญาณนั้นๆว่าจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ
จักขุวิญญาณ แปลว่าความรู้ที่เกิดขึ้นทางตาองค์ประกอบที่ทำให้เกิดวิญญาณนี้คือตา รูป แสงสว่าง ความสนใจ องค์ประกอบเหล่านี้ขาดไปเพียงอย่างเดียววิญญาณทางตาจะไม่สมบูรณ์ แม้วิญญาณข้ออื่นๆก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน เปลี่ยนแต่องค์ประกอบบางอย่าง ส่วนข้อสุดท้ายเหมือนกันคือต้องมีความสนใจที่ท่านเรียกว่า มนสิการ
ส่วนคำแปลชื่อต่อไปนั้นท่านแปลว่า ความรู้ทางหู ความรู้ทางจมูก ความรู้ทางลิ้น ความรู้ทางกาย และความรู้ทางใจ ตามลำดับ
ข. ปฏิสนธิวิญญาณ คือวิญญาณตามองค์ปฏิจจสมุปบาทท่านบอกว่าเป็นตัวไปถือปฏิสนธิในกำเนิดทั้ง 4 คือ เกิดในครรภ์ เกิดในไข่ เกิดในสิ่งสกปรก และเกิดโดยผุดขึ้นในกำเนิดใดกำเนิดหนึ่งตามอำนาจของกรรม องค์ประกอบแห่งวิญญาณนี้ คือ อวิชชา หรือกิเลส สังขาร คือกรรม หากไม่มี กิเลส กับกรรม วิญญาณ นี้ก็เกิดไม่ได้
ค. วิญญาณธาตุ เป็นธาตุอย่างหนึ่งในธาตุ 6 ประการที่มีอยู่ในตัวคนตามนัยแห่งพระพุทธภาษิตที่ว่า "ฉ ธาตุโย ปุริโส" แปลว่าบุรุษนี้มีธาตุ 6 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ และวิญญาณ องค์ประกอบให้วิญญาณส่วนนี้ดำรงอยู่ คือ กิเลส และกรรม เช่นเดียวกันแต่ท่านเรียกว่า อาสวะ และบารมี คือความชั่วและความดีพร้อมด้วยกิเลสที่บุคคลเก็บสร้างสมไว้ในชาติก่อนและชาติปัจจุบัน ซึ่งมีประมาณมากน้อยแห่ง อาสวะ และบารมี มีส่วนอย่างสำคัญในการกำหนดบทบาทและวิถีชีวิตของคน
วิญญาณเท่าที่พบในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามีเพียง 3 ประการเท่านั้น ส่วนวิญญาณที่พูดกันว่า "เชิญวิญญาณของคนนั้นคนนี้มาเข้าทรงนั้น" ไม่เคยพบที่มาในชั้นบาลีวิญญาณทั้ง 3 ประเภทนี้จึงเป็นอาการของจิต แต่เมื่อทำหน้าที่รู้รูปเป็นต้นท่านเรียกวิญญาณตามชื่อของอายตนะที่ทำหน้าที่รู้ว่า จักขุวิญญาณเป็นต้น
ตัวที่ทำหน้าที่ที่รู้จริงๆ จึงเป็นจิต ตา หู จมูก ลิ้น กาย มโน ท่านจึงเรียกในที่บางแห่งว่า ทวาร หมายถึงประตู ที่ผ่านของรูปเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอารมณ์ทั้ง 5 นี้จึงเหมือนน้ำที่ไหลจากที่สูง ตกลงไปขังอยู่ในที่ราบลุ่มอันเปรียบเหมือนจิตที่ว่าลองค้นคว้าทางวัตถุแล้วแต่ไม่อาจทราบได้ด้วยประสาททั้ง 5 นั้น จึงอาจเป็น
ไปได้ 2ประการคือ
- ประการแรก ไม่ทราบวิญญาณนั้น คืออะไร
- ประการที่สอง ตัวทำหน้าที่รู้จริงๆคือจิต การรู้วิญญาณ จึงเป็นงานของประสาทที่ 6
ปฏิสนธิวิญญาณเป็นเรื่องที่ยากแก่การเข้าใจมากเพราะเป็นขบวนการทางปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าเองทรงตรัสรู้แล้วได้พิจารณากลับไปกลับมาถึง 7 วัน ที่น่าสังเกตคือตอนดับท่านเรียกว่า จุติจิต ตอนที่ปฏิสนธิท่านเรียกว่า ปฏิสนธิวิญญาณ ฝ่ายอากาศธาตุ กับวิญญาณธาตุในธาตุ ๖ นั้น ให้สังเกตว่าในชั้นแรก ท่านสอนให้รู้เพียง ดิน น้ำ ลม ไฟ
เมื่อผ่านรูปฌานไปแล้วจึงเริ่มสอนให้เรียนรู้เรื่อง อากาศ กับวิญญาณในชิงปริยัติแล้วเรื่องของวิญญาณไม่ยากที่จะเข้าใจ แต่ความรู้ความเข้าใจวิญญาณที่ถูกต้องสมบูรณ์นั้นจะต้องดำเนินไปในวิถีทางแห่งการปฏิบัติเมื่อสมัครใจพิสูจน์ต้องพิสูจน์ด้วยเครื่องมือและกรรมวิธีตามที่ท่านได้แสดงเอาไว้โดยไม่พยายามพิสูจน์รสอาหารด้วยตาเพราะทำอย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้อย่างแท้จริง.
คำสอนศาสนาพุทธล้าหลังจริงหรือ
วิสัจฉนา: แล้วสอนเรื่องอะไรจึงจัดว่าทันสมัยละ? หรือจะให้สอนเรื่องข้าราชการบางคนคอรัปชั่น ปัญหายาเสพติดให้โทษ อากาศเป็นพิษ หรือว่าปัญหาอาชญากรรม งานเหล่านี้มีคนทำกันมากแล้ว ถ้าขืนสอนไป
จะหาว่าพระเล่นการเมือง พูดเรื่องชาวบ้าน จนถึงแย่งงานชาวบ้าน แต่เรื่องเหล่านี้เมื่อขอบข่ายของธรรมะโยงไปถึง ผู้แสดงก็จะยกมาแสดงตามสมควรแก่เหตุอยู่เช่นเดียวกัน
แนวโน้มในการอธิบายธรรมในปัจจุบัน ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าพระจะไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนรกสวรรค์แบบที่เป็นภพชาติ โลกหน้ามากนัก แต่จะเน้นหนักไปในรูปของการประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อให้เกิดสวรรค์ภายในจิตใจ หลีกเลี่ยงนรกภายในใจ และเป็นเทวดาเป็นพรหมด้วยการปฏิบัติธรรมกันมากกว่า เพราะแสดงอย่างไรผลก็จะออกมาในลักษณะเดียวกันดังกล่าวแล้วในข้อก่อน
ข้อที่กล่าวว่าพูดถึงเรื่องเหล่านี้จะไม่ทำให้ล้าสมัยหรือนั้น หาได้เป็นการล้าสมัยแต่ประการใดไม่ หากความหมายของคำว่าทันสมัยหมายถึงทันกับเหตุการณ์สังคมจริยธรรมของสังคม เราจะพบว่าการยอมรับนับถือเรื่องนรกสวรรค์ในแง่ใดก็ตามย่อมเกี่ยวโยงเข้าหาความเชื่อกฎแห่งกรรม เพราะนรกสวรรค์เป็นผลของกรรมความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์จึงย้อนกลับไปหาเหตุผลตามลำดับไปเป็นรูปของปฏิกิริยาลูกโซ่ซึ่งจะช่วยให้ความเจริญในด้านวัตถุกับจิตใจมีความสัมพันธ์กันดังนี้
- การยอมรับนับถือเรื่องนรกสวรรค์นำไปสู่การยอมรับนับถือกฎแห่งกรรม
- ความเชื่อในกฎแห่งกรรมนำไปสู่การละความชั่วทำความดี
- การละความชั่วทำความดีนำไปสู่การพัฒนาด้านจิตใจความประพฤติ
- การพัฒนาจิตใจนำไปสู่ความสุขความสงบทางจิตใจ
- ความสุขความสงบที่เกิดภายในจิตของคนในสังคมนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
- การอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุขเป็นการสร้างสวรรค์เกิดขึ้นในโลกมนุษย์
ปัจจุบันวิชาการทางเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปไกลมากแต่เนื่องจากความเจริญในปัจจุบันมีลักษณะเป็นดาบสองคม เพราะวัตถุได้ก้าวล้ำหน้าพัฒนาการทางจิตไปมากความเชื่อที่นำมาเรียงไว้ตอนหนึ่งนั้น เริ่มจากจุดใดก็ตามย่อมเป็นการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นสัมพันธ์กับความเจริญทางด้านวัตถุจนถึงจุดที่สามารถ "ให้จิตใจที่ประกอบด้วยธรรม เหตุผล เป็นตัวนำวัตถุแทนที่จะให้วัตถุนำจิตใจอย่างที่เห็นกันบางแห่งในปัจจุบัน"
การสอนและยอมรับเรื่องนรกสวรรค์ในแง่ที่ถูกต้องจึงไม่เป็นการล้าสมัยแต่เป็นการเร่งรัดพัฒนาด้านจิตใจพฤติกรรมของมวลชนให้สามารถเป็นผู้กำหนดวัตถุและควบคุมวัตถุได้ด้วยพื้นฐานแห่งจิตใจที่ประกอบด้วยธรรมดังกล่าว.
ศาสนาพุทธสอนให้คนมองโลกในแง่ร้ายหรือเปล่า
วิสัจฉนา: ไม่เป็นเช่นนั้นหรอกการสอนให้รู้จักความเป็นทุกข์แห่งสรรพสิ่งนั้นเป็นการแสดงความจริงที่มีอยู่เป็นอยู่ เหมือนกับคนไปอยู่ในถิ่นที่อากาศร้อนจัดเราบอกเขาว่าอากาศที่นี่ร้อนจัดนะ แทนที่จะเป็นการทำให้เขาไม่สบายใจหรือมองสถานที่นั้นไปในทำนองไม่น่าอยู่ไม่น่าอาศัยแล้ว ทำให้คนนั้นสามารถเตรียมใจเผชิญกับความร้อนซึ่งตนจะต้องประสบแน่นอน ในขณะเดียวกันเป็นการช่วยให้คนนั้นได้หาอุบายวิธีหลีกหนีความร้อนด้วยการสร้างที่อยู่อาศัยใช้สิ่งช่วยขจัดความร้อนเป็นต้น
บอกอย่างนี้เป็นผลดีหรือผลเสียแก่คนฟังเล่า ? การที่ทางพระพุทธศาสนาได้แสดงว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์นานาประการว่ากันเต็มที่แล้วท่านแสดงว่า "ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรจะดับ" ซึ่งเหมือนกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า" ในโลกนี้มีแต่ความร้อนการที่เรารู้สึกว่าเราเย็นนั้นเป็นเพราะความร้อนลดนั้นเองแม้จะลดลงไปเลยศูนย์ก็ถือว่าเป็นความร้อนลดหาใช่ความเย็นไม่"
ปัญหาเรื่องความทุกข์นั้นที่เราหลงประเด็นกันมากคือ คนส่วนมากตัดสินคำว่า"ทุกข์" ว่าทุกข์ก็คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ดังนั้นจึงมองไม่ค่อยจะเห็นว่าคนเราเป็นทุกข์จริงหรือ?
ตามหลักพระพุทธศาสนานั้นความทุกข์ที่เข้ากันนั้นเป็นอาการของเวทนาประการหนึ่งเท่านั้นเอง คือเป็นส่วนหนึ่งแห่งความหมายว่าทุกข์เท่านั้น ท่านได้ให้นิยามความหมายของคำว่าทุกข์ที่ปรากฎแก่สรรพสัตว์และสรรพสิ่งว่า "มีความเกิดขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาดำรงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มีการเบียดเบียนให้เร่าร้อน"
ความหมายของทุกข์ในอริยสัจซึ่งเจาะจงเอาความทุกข์ที่ปรากฏแก่สิ่งมีชีวิตคือสิ่งที่เรียกว่าทุกข์นั้น ปรากฏตัวให้เห็นในรูปของ "เบียดเบียนแต่ละอย่างเกิดขึ้นด้วยปัจจัยปรุงแต่งเร่าร้อนมีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"
ด้วยความหมายนี้เองจะพบว่าแม้ความสุขที่คนรู้จักว่าตนเป็นสุขนั้นเป็นอาการของความทุกข์อย่างหนึ่งเพราะอะไร? "เพราะความสุขนั้นเกิดขึ้นด้วยปัจจัยปรุงแต่งหาได้เกิดขึ้นลอยๆไม่ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำหน้าที่เบียดเบียนความทุกข์ให้เบาลง แต่ความสุขก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลงอาจเป็นสุขเพิ่มขึ้นหรือสุขน้อยลง"
การสอนเรื่องทุกข์จึงเป็นการบอกกล่าวความจริงให้ทราบกันไว้ตามที่เป็นจริงอย่างไรเท่านั้นเอง ที่สำคัญที่สุดคือ คำที่เป็นภาษาอื่นนั้นผู้ศึกษาควรศึกษาความหมายของภาษานั้นๆให้เข้าใจคำว่า ทุกข์ เป็นภาษาบาลี ควรทำความเข้าใจให้ทราบว่าคำนี้ท่านนิยามความหมายไว้อย่างไร เมื่อทราบได้แล้วจะมีความเข้าใจในเจตนารมณ์แห่งคำสอนที่มีคำนั้นๆปรากฏอยู่ได้ชัดเจนขึ้น