วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ศาสนาพุทธสอนให้คนมองโลกในแง่ร้ายหรือเปล่า
วิสัจฉนา: ไม่เป็นเช่นนั้นหรอกการสอนให้รู้จักความเป็นทุกข์แห่งสรรพสิ่งนั้นเป็นการแสดงความจริงที่มีอยู่เป็นอยู่ เหมือนกับคนไปอยู่ในถิ่นที่อากาศร้อนจัดเราบอกเขาว่าอากาศที่นี่ร้อนจัดนะ แทนที่จะเป็นการทำให้เขาไม่สบายใจหรือมองสถานที่นั้นไปในทำนองไม่น่าอยู่ไม่น่าอาศัยแล้ว ทำให้คนนั้นสามารถเตรียมใจเผชิญกับความร้อนซึ่งตนจะต้องประสบแน่นอน ในขณะเดียวกันเป็นการช่วยให้คนนั้นได้หาอุบายวิธีหลีกหนีความร้อนด้วยการสร้างที่อยู่อาศัยใช้สิ่งช่วยขจัดความร้อนเป็นต้น
บอกอย่างนี้เป็นผลดีหรือผลเสียแก่คนฟังเล่า ? การที่ทางพระพุทธศาสนาได้แสดงว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์นานาประการว่ากันเต็มที่แล้วท่านแสดงว่า "ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรจะดับ" ซึ่งเหมือนกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า" ในโลกนี้มีแต่ความร้อนการที่เรารู้สึกว่าเราเย็นนั้นเป็นเพราะความร้อนลดนั้นเองแม้จะลดลงไปเลยศูนย์ก็ถือว่าเป็นความร้อนลดหาใช่ความเย็นไม่"
ปัญหาเรื่องความทุกข์นั้นที่เราหลงประเด็นกันมากคือ คนส่วนมากตัดสินคำว่า"ทุกข์" ว่าทุกข์ก็คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ดังนั้นจึงมองไม่ค่อยจะเห็นว่าคนเราเป็นทุกข์จริงหรือ?
ตามหลักพระพุทธศาสนานั้นความทุกข์ที่เข้ากันนั้นเป็นอาการของเวทนาประการหนึ่งเท่านั้นเอง คือเป็นส่วนหนึ่งแห่งความหมายว่าทุกข์เท่านั้น ท่านได้ให้นิยามความหมายของคำว่าทุกข์ที่ปรากฎแก่สรรพสัตว์และสรรพสิ่งว่า "มีความเกิดขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาดำรงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มีการเบียดเบียนให้เร่าร้อน"
ความหมายของทุกข์ในอริยสัจซึ่งเจาะจงเอาความทุกข์ที่ปรากฏแก่สิ่งมีชีวิตคือสิ่งที่เรียกว่าทุกข์นั้น ปรากฏตัวให้เห็นในรูปของ "เบียดเบียนแต่ละอย่างเกิดขึ้นด้วยปัจจัยปรุงแต่งเร่าร้อนมีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"
ด้วยความหมายนี้เองจะพบว่าแม้ความสุขที่คนรู้จักว่าตนเป็นสุขนั้นเป็นอาการของความทุกข์อย่างหนึ่งเพราะอะไร? "เพราะความสุขนั้นเกิดขึ้นด้วยปัจจัยปรุงแต่งหาได้เกิดขึ้นลอยๆไม่ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำหน้าที่เบียดเบียนความทุกข์ให้เบาลง แต่ความสุขก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลงอาจเป็นสุขเพิ่มขึ้นหรือสุขน้อยลง"
การสอนเรื่องทุกข์จึงเป็นการบอกกล่าวความจริงให้ทราบกันไว้ตามที่เป็นจริงอย่างไรเท่านั้นเอง ที่สำคัญที่สุดคือ คำที่เป็นภาษาอื่นนั้นผู้ศึกษาควรศึกษาความหมายของภาษานั้นๆให้เข้าใจคำว่า ทุกข์ เป็นภาษาบาลี ควรทำความเข้าใจให้ทราบว่าคำนี้ท่านนิยามความหมายไว้อย่างไร เมื่อทราบได้แล้วจะมีความเข้าใจในเจตนารมณ์แห่งคำสอนที่มีคำนั้นๆปรากฏอยู่ได้ชัดเจนขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552
นรก สวรรค์มีจริงหรือ
วิสัจฉนา: เรื่องนรกสวรรค์เป็นเรื่องที่ท่านได้บรรลุญาณที่เรียกว่า จุตูปปาตญาณคือญาณที่ทำให้ทราบการเกิดความแตกต่างของสัตว์ทั้งหลาย ว่ามีได้เพราะอะไร ท่านเห็นความมีอยู่ของนรกสวรรค์ด้วย ทิพพจักขุ คือตาทิพย์ซึ่งความรู้เหล่านี้จะเกิดขึ้นก็ต้องได้อภิญญา ซึ่งแปลว่าความรู้อันยิ่ง ไม่ใช่วิสัยของคนธรรมดาจะรู้ได้เหมือนกับการรับภาพในอากาศ
การฟังเสียงจากที่ไกลเป็นวิสัยของเครื่องรับโทรทัศน์และวิทยุตามลำดับปัจจุบันใครๆไม่อาจปฎิเสธว่าในบรรยากาศมีเสียงกล่าวถึงเรื่องต่างๆจากภายในประเทศบ้าง ภายนอกประเทศบ้าง แต่ถ้าเขาไม่มีวิทยุเขาก็ไม่อาจจะทราบเสียงนั้นได้เมื่อต้องการจะทราบฉันใดเรื่องนรกสวรรค์ก็มีลักษณะฉันนั้น
การถกเถียงในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องของคนที่ถกเถียงรสว่าอร่อยไม่อร่อยด้วยหูแทนที่จะพิสูจน์ด้วยลิ้น ซึ่งเถียงกันอย่างไรก็ได้ แต่หาข้อยุติไม่ได้เรื่องนรกสวรรค์ก็เหมือนกัน การรู้ การเห็นนรกสวรรค์เป็นวิสัยของญาณและทิพย์จักษุ เมื่อไม่มีเครื่องมือสองประเภทนี้ ก็ต้องเถียงกันด้วยโวหารที่ไม่มีทางจบสิ้นเป็นการเสียเวลาโดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
ที่สำคัญคือเรื่องนรกสวรรค์เป็นเรื่องของผลแห่งกรรมอันถือว่าเป็น อจินไตย คือไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิดเอาแต่จะทราบได้ด้วยการลงมือปฎิบัติเหมือนการทราบชัดรสอาหารด้วยการบริโภคฉะนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้เราควรจับหลักอะไร? ก็ต้องอาศัยตถาคตโพธิสัทธาคือ เชื่อพระปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพราะเรื่องนี้ พระองค์ทรงรู้ เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้วหาได้รู้เมื่อยังครองเรือนอยู่ไม่
พระพุทธเจ้านั้นทรงมีหลักในการสอนธรรม ๓ ประการข้อที่เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ "ทรงแสดงธรรมเพื่อให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในสิ่งที่เขาควรรู้ควรเห็น" ในเรื่องที่ทรงแสดงนั้นมีเรื่องนรกสวรรค์อยู่ด้วย แสดงว่าเรื่องนี้ควรรู้ควรเห็น เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรู้นั้นมีมากมายสุดจะนับจะประมาณได้ แต่ข้อที่นำมาสั่งสอนนั้น อุปมาเหมือนใบไม้กำมือเดียวจากใบไม้ในป่าเท่านั้น และในใบไม้กำมือเดียวนั้นมีเรื่องนรกสวรรค์รวมอยู่ด้วย เรื่องเหล่านี้ปรากฎในคัมภีร์พระพุทธศาสนาทั้งชั้นบาลีอรรถกถาและตำรารุ่นหลังเป็นอันมาก จนคนผู้ทราบประมาณแห่งความรู้ตนไม่อาจปฎิเสธได้
"อาจจะมีปัญหาว่าการเชื่อถือในลักษณะนี้จะไม่เป็นการเชื่อเพราะอ้างตำราหรือ? เพราะในกาลามสูตรห้ามมิให้เชื่อโดยอ้างตำรา มิใช่หรือ?" ปัญหาก็จะติดตามมาว่าก็กาลามสูตรเองเล่ามิใช่เป็นตำราด้วยหรือ เมื่อเป็นตำราแม้กาลามสูตรเองต้องเชื่อไม่ได้ด้วยนะซิ ในที่สุดก็จะเกิดปัญหาวัวพันหลักขึ้นมา
ในชั้นนี้ขอให้ข้อสังเกตเพียงว่าแหล่งแห่งความเชื่อของคนเรานั้นอาจจำแนกได้ดังนี้
- ประจักษ์ประมาณคือ เชื่อเพราะได้เห็น ได้ยิน ได้สูดดม ได้ลิ้ม ได้จับต้อง ได้รู้ด้วยตนเอง แล้วจึงเกิดความเชื่อขึ้นมา
- อนุมานประมาณ รู้ด้วยการอนุมาน คือการคาดคะเนเอาว่าเมื่อเป็นอย่างนี้
ก็ต้องเป็นอย่างนั้น เช่นเราเคยเห็นควันเกิดจากไฟ ต่อมาเห็นเฉพาะควันไม่เห็นไฟ
ก็อนุมานได้ว่าที่ตรงนั้นต้องมีไฟ เพราะที่ใดมีควันที่นั้นมีไฟ - ศัพท์ประมาณคือ การศึกษาจากหลักฐานต่างๆ เช่น ตำรา โบราณคดี เป็นต้น
ให้สังเกตว่าแหล่งแห่งความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช่ข้อยุติว่าจะต้องถูกต้องเสมอไปจำเป็นจะต้องใช้ปัญญาเช้าพิจารณาเสียก่อนทั้งนั้น ตามที่ท่านแสดงว่าบุคคลไม่เชื่อด้วยเหตุผล 10 ประการ ซึ่งมักจะแผยแพร่กันแบบไม่ตลอดสายอยู่เสมอนั้นพระพุทธเจ้าทรงมุ่งไปที่ประเด็นว่า "ไม่ควรเชื่อเพียงเพราะเป็นตำรา" แต่โดยหลักปฎิบัติแล้วให้นำเอาแหล่งแห่งความรู้เหล่านั้นเองไปพินิจพิจารณาด้วยเหตุผลสติปัญญาจึงจะเชื่อในเรื่องนั้นๆ
สำหรับบางคนที่อ้างว่าตนไม่รู้ไม่เห็นตนไม่เชื่อนั้น นอกจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้อที่ไม่ควรลืมว่าการที่บุคคลยอมรับว่าท่านผู้นั้นเป็นพ่อเป็นแม่ของตนเป็นต้นนั้นไม่ได้เชื่อเพราะเห็นเป็นต้น แต่เชื่อเพราะท่านบอกและคนอื่นบอกว่า คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้กับตนและตนอนุมานเอาจากพฤติกรรมที่ท่านแสดงวิญญาณของแม่เท่านั้นเพราะอะไร? "เพราะว่าเราไม่ได้รู้เห็นตอนที่ท่านเกิดเรามาด้วยสายตาของเราเองจึงต้องเชื่อด้วยวิธีที่สองและสาม"
เรื่องนรกสวรรค์จึงเป็นเหมือนคนที่เคยขึ้นไปยอดเขาหิมาลัยมาเล่าถึงความสวยงามของภูเขาและทิวทัศน์ที่ตนได้เห็นมาบนภูเขาหิมาลัยผู้ฟังทำได้สองประการ คือเชื่อตามที่เขาบอกให้ทราบเพราะเขาไปรู้เห็นมาด้วยตนเองขึ้นไปดูภูเขาในจุดที่เขาบอกว่าเขาเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ "หากปฏิเสธไปเลยว่าเขาโกหกได้ไหม?" "ไม่ได้หรอก" ทำอย่างนี้ก็เสียเชิงวิทยาศาสตร์แย่นะซีเพราะนักวิทยาศาสตร์นั้นเขามีหลักสำคัญอยู่ว่า "จะไม่ยืนยันหรือปฏิเสธอะไรในเรื่องที่ยังไม่มีการพิสูจน์ทดสอบ" แต่การพิสูจน์ทดสอบอะไรก็ตาม ต้องพิสูจน์ด้วยเครื่องมือและกรรมวิธีเฉพาะเรื่องนั้นๆไม่ใช่จะเอากล้องจุลทัศน์ดูไปเสียทุกเรื่อง
อย่างไรก็ตามเรื่องนรกสวรรค์นั้นเท่าที่พบมาทรงมีวิธีแสดงหลายวิธีคือ
- แสดงถึงภพหรือภูมิ ที่คนสัตว์จะต้องไปเกิดตามสมควรแก่กรรมของตน เรียกว่า ปรโลก คือโลกอื่น ตรงกันข้ามกับโลกนี้ที่เรียกว่า อิธโลก
- แสดงในรูปของกรรมที่บุคคลกระทำแล้วจะนำให้เขาอุบัติในคติภพนั้นๆเช่น ทรงแสดงอานิสงส์ คือผลอันเกิดขึ้นจากการกระทำความดีมีการให้ทาน รักษาศีล มีศรัทธา เมตตา เป็นต้นจะจบลงด้วยคำว่าตายแล้วไปบังเกิดในสุคติหรือทุคติ หากกระทำตรงกันข้ามหรืออย่างที่รับสั่งปรารภ คน ๔ คนผู้มีการกระทำแตกต่างกัน ได้ตายไปว่า คพภเมเก อุปปชชนติ นิรยํ ปาปกมโน สคคํ สุคติโน ยนติ ปรินิพพนติ อนาสวา คนทั้งหลายบางพวกย่อมเกิดในครรภ์ ผู้มีบาปกรรมย่อมเข้าถึงนรก ผู้มีกรรมเป็นเหตุแห่งสุคติย่อมไปสวรรค์ ท่านผู้ไม่มีอาสวะย่อมปริพพาน
- ทรงแสดงในรูปของธรรมอันเป็นเหตุให้คนไปบังเกิดในนรกและสวรรค์ เช่น น หิ ธมโม อธมโม จ อุโภ สมวิปากิโน อธมโม นิรยํ เนติ ธมโม ปาเปติ สุคตํ
ธรรมและอธรรมทั้งสอง หามีวิบากเสมอกันไม่ อธรรมนำไปสู่นรกธรรมยังบุคคลให้ถึงสุคติ - ทรงแสดงในรูปของสรรค์ที่บุคคลจะประสบด้วยการกระทำของตนในปัจจุบัน
เช่นมีฐานะร่ำรวยอยู่เย็นเป็นสุขเป็นสวรรค์ ทำผิดติดคุกประสบความเดือดร้อนเป็นนรก - แสดงในรูปของการเป็นเทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต ด้วยการการปฏิบัติตามธรรมและอธรรม เช่นเป็นเทวดาเพราะมีหิริ โอตตัปปะ เป็นพรหมเพราะมีพรหม วิหารเป็นต้น
- แสดงในรูปของความรู้สึกในด้านจิตใจโดยเฉพาะ เช่นสุขกายสบายใจเป็นสวรรค์กลัดกลุ้มเดือดร้อนใจเป็นนรก
สำหรับคนที่ไม่สมัครใจที่จะเชื่อจะด้วยเหตุผลอย่างไรก็ตามให้ยึดหลักการทำความดีเอาไว้คือ
- หากสวรรค์นรกไม่มีอยู่จริง ตนก็อยู่อย่างไม่มีเวรมีภัยในปัจจุบัน
- หากสวรรค์นรกมีเมื่อตายไปก็จะได้บังเกิดในสวรรค์
- หากทำความชั่วแล้วแม้ว่าจะไม่มีนรกสวรรค์ตนก็ได้รับความเดือดร้อนที่เห็นในปัจจุบันตายไป
- หากนรกสวรรค์มีก็ต้องตกนรก
การทำความดีในปัจจุบันอย่างน้อยที่สุดจะได้รับความสุขในโลกนี้ เมื่อมีนรกสวรรค์ในโลกหน้าก็จะได้บังเกิดในสวรรค์อีกเป็นการได้ถึงสองชาติ แต่ผู้ทำความชั่วกลับตรงกันข้ามคือต้องเดือดร้อนในโลกนี้เป็นอย่างน้อย หากนรกสวรรค์เกิดมีเข้าก็เดือดร้อนทั้งสองโลก
วิธีการแสดงเรื่องนรกสวรรค์ตามที่กล่าวมานี้จะพบว่าผลจะออกมาในลักษณะเดียวกัน ใครจะเชื่อในระดับใดก็ตาม หากต้องการความสุขก็ต้องทำดีหนีความชั่ว ผลจะเกิดขึ้นให้พิสูจน์ได้ทั้งในปัจจุบันและด้วยญาณของท่านผู้รู้ ให้สังเกตว่าการตกนรกหรือขึ้นสวรรค์นั้นเป็นการใช้คำว่า ตก และขึ้น แห่งระดับจิตของบุคคลคือยกจิตจากกระแสอธรรม และขึ้นสู่กระแสธรรม เมื่อจับจุดนี้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์หรือถกเถียงกันให้เสียเวลา เพราะถึงจุดหนึ่งแล้วตนจะรู้เองขอเพียงยึดมั่นในการยกระดับจิตของตนให้สูงไว้ก็พอแล้ว
การจะทราบชัดในเรื่องนี้ได้จริงๆนั้นนอกจากทราบด้วย "ญาณ"ดังกล่าวแล้วอีกวิธีหนึ่งคือ "จะทราบชัดด้วยตนเอง เมื่อตนตายไปแล้ว" การรอคอยพิสูจน์วิธีนี้หากทำความดีไว้ก็ไม่เสียหายแต่ถ้าทำความชั่วมากๆก็ออกจะเสี่ยงเอาการทีเดียวทางที่ดีแล้วคือ "เพียรพยายามสร้างความดีในปัจจุบันให้มากๆไว้เป็นการปลอดภัยที่สุด"
สำหรับประเด็นที่ว่า "ไม่ใช่เป็นเครื่องมือนักเผยแผ่หรือ" นั้น ออกจะเป็นการกล่าวหาที่ไร้เหตุผลเอามากที่เดียว "ทำไมถึงได้กล่าวเช่นนั้น?" เพราะว่าเรื่องนรกสวรรค์นี้เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลายท่านรู้เห็นด้วยญาณและได้แสดงแก่ชนทั้งหลาย
ในฐานะที่เป็นเรื่องควรรู้ควรเห็นประการหนึ่ง พระพุทธเจ้านั้นทรงแสดงเรื่องนี้ด้วยพระมหากรุณาแก่สัตว์โลกพระทัยที่เต็มเปี่ยมด้วยพระบริสุทธิคุณไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของพระองค์ แต่ทรงทำเพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่สรรพสัตว์ พระอรหันต์ทั้งหลายก็มีนัยเดียวกัน
พระสงฆ์ที่ทำงานเผยแผ่นั้นท่านไม่มีความรู้อะไรเป็นส่วนตัวของท่าน แต่ท่านรู้เพราะการได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านทำงานไปตามหน้าที่ของท่านที่กำหนดไว้ว่า "พระสงฆ์คือหมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและสอนบุคคลอื่นให้ปฏิบัติตามด้วย"
หากจะถามว่าปฏิบัติตามซึ่งอะไร? คำตอบคือปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เวลาพระเทศน์ทุกครั้งจึงมีคำว่า "บัดนี้จะแสดงพระธรรมเทศนาพรรณนาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า" ก่อนทุกครั้งเพื่อบอกให้ทราบว่าที่กล่าวต่อไปนี้ไม่ใช่คำสอนของท่านนะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าพระสงฆ์จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนราชทูตอ่านพระสาส์น และในการสอนนี้เองมีหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ว่าเป็นหน้าที่ของพระคือ "บอกทางสวรรค์ให้แก่ชาวบ้าน" ที่ว่าเป็นเครื่องมือจึงไม่ทราบว่าเป็นเครื่องมือในทางแสวงหาผลประโยชน์จากอะไรเพราะถ้าเรื่องนี้นักเผยแผ่สร้างขึ้นมาเอง
นักเผยแผ่ก็กล่าวมุสาอันเป็นเหตุอย่างหนึ่งให้ตนตกนรกนักเผยแผ่ไม่กลัวนรกหรือ ? ที่ไม่ควรลืมคือเรื่องนรกสวรรค์นั้นเป็นเรื่องที่จะต้องรู้ได้ชัดด้วย จุตูปปาตญาณ หรือทิพยจักษุ
การอธิบายเรื่องนรกสวรรค์ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ ใครจะเอาเรื่องอธิบายยากมาสอนให้ลำบากเล่า ในเมื่อเรื่องง่ายๆมีมากมายก่ายกองอธิบายเรื่องนั้นๆไม่ดีกว่าหรือ ?
ศีลทำให้คนรวย
วิสัจฉนา: พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์คือผลอันเกิดขึ้นจากการรักษาศีลไว้ในมหาปริพพานสูตรก่อนกาลปรินิพพานของพระองค์ว่า ศีลที่บุคคลรักษาสำรวมระวังดีแล้วย่อมได้รับ อานิสงส์ 5 ประการ คือ
- ย่อมได้ลาภโภคสมบัติเป็นอันมาก
- กิตติศัพท์อันดีงามย่อมฟุ้งขจรไปในที่ทั้งปวง
- เมื่อไปในท่ามกลางชุมนุมชนใดก็ตามไม่สะทกสะท้านหวั่นไหว
- ไม่หลงทำกาลกริยาคือตายอย่างมีสติ
- หลังจากตายไปแล้วย่อมบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์
ชาวพุทธทั่วไปมักจะได้ยินคำกล่าวของพระเวลาให้ศีลท่านจะจบลงด้วยคำว่า "ศีลย่อมนำไปสู่สุคติ ศีลให้บุคคลถึงพร้อมด้วยโภคสมบัติ ศีลย่อมนำไปสู่นิพพานเพราะเหตุนั้นจงชำระศีลให้บริบูรณ์"
ข้อความเหล่านี้เป็นหลักฐานที่เป็นพระพุทธดำรัส แต่บุคคลอาจสังเกตพบด้วยตนเองว่าใครก็ตามที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการละเมิดศีล ถูก เขาอาจจะร่ำรวยได้ในบางโอกาส แต่หากลองติดตามดูวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของเขาเหล่านั้นจะพบว่า มักจะฉิบหายไป เพราะอันตรายในด้านต่างๆ ตรงกันข้าม กับทรัพย์สมบัติที่เกิดขึ้นแก่ผู้มีศีลอาจจะเป็นการค่อยๆเจริญขึ้น
แต่เป็นความเจริญเติบโตอย่างมีสัดส่วนแบบธรรมชาติทั้งหลายทรัพย์สมบัติเหล่านั้นจะไม่ฉิบหายไปเพราะอันตรายต่างๆ เรื่องอานิสงส์ศีลส่วนนี้จะเกิดความเข้าใจได้ดี ต้องอาศัย
- การสังเกตพิจารณาบุคคลผู้มีศีลเป็นรายๆไป
- การประจักษ์ด้วยตนเองเมื่อตนเป็นผู้มีศีล
- การได้ความสุขใจอันเกิดขึ้นจากการทำงานที่ปราศจากโทษ
นอกจากนั้นศีลที่บุคคลรักษาดีแล้วนั้นย่อมนำไปสู่ความมีอริยทรัพย์คือทรัพย์ที่ประเสริฐเพราะสามารถนำติดตนไปได้ ในกาล สถานที่ คติ ภพทั้งปวง คือ "ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือ พาหุสัจจะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา"
คำว่าทรัพย์คือสิ่งที่นำความปลื้มใจมาให้ จะพบว่าทรัพย์ภายนอกนั้นให้ความปลื้มใจที่แฝงไว้ด้วยความวิตกกังวลห่วงใย หวาดหวั่น แต่ทรัพย์คือศีลนั้นให้ความสุขกาย สบายใจที่ถาวร ยืนนาน ข้ามภพ ข้ามชาติได้ ศีลจึงเป็นทางให้เกิดโภคทรัพย์ในระดับต่างๆดังนี้ ส่วนชาวประมงนั้นศีลไม่ได้มีเฉพาะข้อปาณาติบาตเมื่อไรเล่าศีลข้ออื่นเขาไม่เสียนี่ เมื่อเขาขยันทำงานก็ย่อมได้เงินเป็นธรรมดา.
ถ้าตนไม่ทำแต่ใช้ให้เขาทำบาปอย่างนี้ผิดหรือไม่
วิสัจฉนา: ผิดและไม่แย้งกับข้อความข้างต้นแต่ประการใดที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุไร ? เพราะว่ากรรม คือ เจตนา ที่บุคคลกระทำลงไปนั้น ย่อมเป็นได้ทั้งทางกาย วาจา ใจ แต่ละอย่าง เมื่อบุคคลกระทำลงไปย่อมเป็นผลให้เกิดเป็นบาป บุญ ตามสมควรแก่กรรมทั้งนั้น คนไทยโบราณท่านกล่าวไว้ให้คิดว่า "บาปคนทำ กรรมคนใช้ "
การตัดสินว่าบาปหรือไม่บาปนั้น ท่านให้ดูที่เจตนาว่าประกอบด้วยกลุ่มกิเลสสาย โลภะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ หากประกอบด้วยกิเลส 3 กลุ่มนี้ อย่างใดย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำด้วยกาย วาจา หรือแม้จะคิดด้วยใจก็ตามท่านถือว่าเป็นบาปทั้งนั้น
ด้วยหลักนี้ทำให้เราพบว่า แม้กฎหมายท่านก็ลงโทษทั้งคนทำเองและคนใช้จ้างวานให้ทำเพราะว่าผิดกฎหมายเหมือนกัน เรื่องบาปก็เช่นนั้น หากใช้คนอื่นทำสิ่งที่เป็นบาป ตนก็ได้รับบาปนั้นด้วยใช้ให้เขาทำสิ่งที่เป็นบุญตนก็ได้บุญด้วย.
ฆ่าคนตายภายใต้เจตนาที่ดีผิดศีลหรือไม่
วิสัจชนา: ผิดทั้งศีลและธรรมไม่มีเหตุผลสำหรับอ้างเช่นนั้น เรื่องนี้เพียงแต่ทำตนเองเป็น อุปมาว่าหากเราได้รับความทุกข์ทรมานอย่างหนักมีคนมายิงให้เราตายเรายินดีไหม? คำตอบจะออกมาได้เอง ฆ่าคนด้วยความสงสารมีได้หรือ?
นอกจากจะเป็นคำพูดแบบหลอกตัวเอง เพราะไม่ต้องการรับผิดชอบในคนสัตว์ที่ตนจะต้องรับผิดชอบในความเป็นอยู่อย่างปกติของเขาของมัน เช่นมีข่าวเสมอว่าฝรั่งยิงสุนัขบ้าง ม้าของตนบ้างให้ตาย เพราะตนไม่อาจเลี้ยงดูได้เป็นต้น
เป็นการกล่าวอ้างไปอย่างนั้นเองให้ลองตรวจสอบจิตใจตนดูว่าอะไรคือความรู้สึกอันแท้จริงที่กระตุ้นให้ตนต้องทำเช่นนั้น จะพบว่าไม่ใช่ความกรุณาแน่นอน อาจจะเป็นความเบื่อหน่ายระอา ความหวง ความเห็นแก่ตัวเป็นต้น
คนสัตว์ประสบความทุกข์ทรมาน ท่านสอนให้กรุณาช่วยเหลือตามกำลังความสามารถ หากทำไม่ได้จริง ๆให้ทำใจเป็นอุเบกขา คือพิจารณาให้เห็นความที่สัตว์หรือคนนั้นมีกรรมเป็นของ ๆตน เป็นต้น ไม่ใช่ทำด้วยการฆ่าให้ตาย
การกระทำของนาย ข. ในปัญหานี้จึงผิดศีลข้อที่ ๑ และขาดเมตตา กรุณา ทั้งผิดกฎหมายในฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาด้วย ถ้าทำอย่างนั้นจริงคงต้องกินข้าวหลวงนานทีเดียว.
กรรมมีจริงหรือไม่
วิสัจฉนา: เรื่องกรรม การให้ผลของกรรมตามสมควรแก่เหตุที่บุคคลได้กระทำลงไปนั้นเป็นเรื่องจริงๆอย่างที่ได้กล่าวมาส่วนหนึ่งแล้วในข้อก่อน สำหรับในที่นี้จะพูดในส่วนที่เป็นการให้ผลของกรรมว่าเราจะสังเกตุได้อย่างไรเป็น การเพิ่มเติมจากปัญหาข้อก่อน
แต่อย่าลืมว่ากรรมมีความสลับซับซ้อนอยู่มากพระพุทธเจ้าทรงจำแนกในแง่การให้ผลของกรรมเพื่อเป็นหลักในการกำหนดพิจารณาเชื่อมโยงให้เห็นว่าอะไรเป็นผลของอะไรเรียกว่า มหากัมมวิภังคสูตรคือสูตรที่ทรงจำแนกกรรมขนาดใหญ่แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
- พฤติกรรมของคนที่เป็นไปตามคัลลองแห่งกุศลธรรมแต่ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนในชาตินี้ และบังเกิดในทุคติหลังจากตายไปแล้วก็มี
- พฤติกรรมของบุคคล ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันว่าเป็นคนทำทุจริตแต่ได้รับความสุขความเจริญในชาติปัจจุบันและบังเกิดในสุคติหลังจากตายไปแล้วก็มี
- พฤติกรรมของคนบางคนปรากฎให้เห็นในปัจจุบันว่าประกอบด้วยสุจริตธรรมด้วยได้รับความสุขในชีวิตปัจจุบันและตายไปเกิดในสุคติด้วยก็มี
- พฤติกรรมของคนบางคนปรากฎให้เห็นในปัจจุบันว่าเป็นผู้ทำทุจริตด้วยได้รับความทุกข์ในชาติปัจจุบันและตายไปบังเกิดในทุคติด้วยก็มี
จากหัวข้อใหญ่ๆ 4 หัวข้อนี้ จะพบว่า 1-2 ฟังดูออกจะสับสนเพราะดูเหมือนจะขัดแย้งกันจนถึงกับมีคนกล่าวว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" เป็นต้น
ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่เข้าใจนัยแห่งมหากัมมวิภังคสูตรการที่มองตามตัวอักษรเห็นว่าสับสนนั้นอันที่จริงหาสับสนไม่ การที่คนสองประเภทแรกได้รับผลตรงกันข้ามกับกรรมในปัจจุบันของตน เป็นเพราะอกุศลกรรมและกุศลกรรมในอดีตมามีอิทธิพลเหนือชีวิตของเขา
กรรมที่ปรากฎในปัจจุบันจึงไม่อาจให้ผลได้ต้องยกยอดไปให้ผลในโอกาสต่อไป ส่วนสองประเภทหลังให้ผลแบบตรงตัวแต่ทั้งสี่ประเภทนั้นยังคงอยู่ในหลักการที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" อยู่นั่นเองข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ความว่า
- เป็นไปไม่ได้ที่คนผู้กระทำความชั่วแล้วจะได้รับผลเป็นความสุขความเจริญเพราะการกระทำความชั่วนั้นเป็นเหตุให้เกิดขึ้น
- เป็นไปไม่ได้ที่คนซึ่งกระทำความดีแล้วจะได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน เพราะการกระทำความดีของตนเป็นเหตุ
หากใครประสบกับผลที่มีลักษณะขัดแย้งกับเหตุที่ตนกระทำในปัจจุบันพึงรู้เถิดว่าผลนั้นจะต้องเกิดมาจากเหตุในอดีตอย่างใดอย่างหนึ่งตามสมควรแก่ผลที่ปรากฎ อันที่จริงการให้ผลแห่งกรรมนั้นเป็นการให้ผลตามลำดับที่บุคคลอาจกำหนดสังเกตุได้ เช่นบุคคลปลูกมะพร้าวสักต้นหนึ่งผลจะเกิดตามลำดับดังนี้
- อันดับแรก ได้ต้นมะพร้าวเป็นสมบัติหนึ่งต้น
- อันดับสอง เมื่อเวลาผ่านไปด้วยการเอาใจใส่ รดน้ำ พรวนดิน มะพร้าวก็ออกลูก
- อันดับสาม ลูกของมะพร้าวที่ออกมานั้นย่อมให้ผลไปตามลำดับจากอ่อนถึงสุก
- อันดับสี่ เมื่อเรานำผลไปขาย หรือปรุงอาหาร ก็ได้รับประโยชน์จากมะพร้าวนั้นและผลของมะพร้าวนั้นจะตามให้ผลแก่คนซ้ำซ้อนหมุนเวียนไปเรื่อยๆ แม้ในเรื่องอื่นๆก็ทำนองเดียวกัน ขอเพียงใช้ความสังเกตพิจารณาก็จะเห็นได้ไม่ยากนัก
อีกประการหนึ่งที่ท่านถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญอันจะทำให้กรรมสามารถแสดงผลเต็มที่ทั้งในด้านดีและไม่ดีคือ
- กาล หมายถึงยุคสมัยที่ผู้ปกครองหัวหน้าเป็นต้นลักษณะส่งเสริมให้ผลกรรมปรากฎได้ชัดเจน เช่น มีผู้ปกครองบ้านเมืองเป็นคนดี ถือว่าเป็นกาลสมบัติ
- คติ หมายเอาภพ กำเนิด สถานที่ที่ตนอยู่อาศัยเกิดอำนวยให้กรรมให้ผลได้เติมที่
- อุปธิ คือเรื่องสุขภาพพลานามัย ความสมบูรณ์ บกพร่องแห่งอวัยวะร่างกาย
- ปโยคะ คือการกระทำในปัจจุบันมีแนวโน้มไปในทางสนับสนุนให้กรรมแสดงผลได้เต็มที่หรือไม่
ทั้ง 4 ประการนี้ท่านจัดเป็นสมบัติคือสมบูรณ์ วิบัติคือบกพร่องไปในด้านกุศลกรรม หากทั้ง4ประการนี้สมบูรณ์ ผลกรรมก็ปรากฎได้อย่างเด่นชัด อย่างที่เรียกกันว่า "บุญมาวาสนาช่วย ที่ป่วยก็หาย ที่หน่ายก็รัก"
หากองค์ประกอบ 4 ประการนี้บกพร่องไป กรรมทั้งสองฝ่ายก็ให้ผลเต็มที่ไม่ได้แต่ที่แน่นอนที่สุดคือคนเราทำกรรมอันใดไว้ก็ตามไม่ว่าจะดีหรือชั่วจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ให้ใช้สติปัญญาระลึกพิจารณาให้ดี ก็จะเห็นได้สำคัญอย่าหลงประเด็นก็แล้วกัน.
กรรมไม่มีตัวตนจะทำให้คนดีชั่วมั่งมีศรีสุขได้อย่างไร
วิปัสนา: ปัญหานี้ออกจะมีโมหาคติคือลำเอียงเพราะความไม่รู้มากไปหน่อยเพราะพูดไปพูดมาแสดงว่ากรรมในความหมายของพระพุทธศาสนาคืออะไรกันแน่ ก็ไม่เข้าใจซึ่งก็น่าเห็นใจ ก่อนอื่นควรทราบว่ากรรมในความหมายของพระพุทธศาสนาคืออะไร?
กรรมคือความจงใจที่บุคคลกระทำลงไป ทางกาย ทางวาจา อาจจะออกมาในทางดีไม่ดี กลางๆก็ได้ท่านเรียกว่า กุศลกรรม อกุศลกรรม และอัพยากตกรรม ตามลำดับ ด้วยเหตุนี้จะพบว่าชีวิตของเราทุกคนจึงผูกพันอยู่กับกรรมไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
ตลอดเวลา การอาบน้ำ ทานข้าว เรียนหนังสือ ทำงาน งานประจำวันทุกรูปแบบของคนล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากความจงใจที่บุคคลกระทำลงไปนั้นมีอะไรบ้างที่ไม่เป็นกรรม?พระพุทธศาสนาแสดงว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมกรรมเป็นตัวแบ่งแยกให้คนแตกต่างกัน ซึ่งเป็นคำกล่าวที่เห็นได้ทันทีทันใด เช่นนักเรียนๆหนังสือ ผลสอบออกมาไม่เหมือนกัน คนทำราชการมีความก้าวหน้าต่างกัน คนประกอบอาชีพเดียวกันแต่ประสบความสำเร็จแตกต่างกัน แม้คนที่ปฏิบัติธรรมศึกษาธรรม ก็ได้รับผลไม่เหมือนกันซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการจำแนกของกรรมทั้งนั้น
"กรรมจำแนกให้ต่างกันอย่างไร?" คือในการเรียน การทำงาน การประกอบอาชีพ การศึกษา และการปฏิบัติธรรมของคนเหล่านั้น มีเจตนาคือความจงใจ ความตั้งใจไม่เท่ากัน ผลจึงออกมาไม่เหมือนกัน อันที่จริงคำสอนเรื่องกรรมนั้นพระพุทธศาสนาเน้นหนักไปในกรรมปัจจุบันคือการกระทำของคนในปัจจุบันเป็นหลักสำคัญโดยสอนให้คนยอมรับเงื่อนไขแห่งกรรมว่า "คนเรามีกรรมเป็นของๆตนจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นเป็นที่พึ่งอาศัยใครทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตามจะต้องเป็น
ผู้รับผลของกรรมนั้น"
ในขณะเดียวกันพระพุทธศาสนาได้จำแนกประเภทของกรรม พร้อมทั้งผลให้คนเลือกกระทำ และละเว้นตามสมควรแก่กรณี หากเขาต้องการความสุขความเจริญในชีวิตคือ
- กุศลกรรม เช่น ความขยัน มีสติ มีเมตตา กรุณา ในการดำรงชีวิตให้ผลเป็นความสุข ความเจริญ
- อกุศลกรรม เช่น ความเกียจคร้าน การลักขโมย การดื่มสุรา ยาเสพติด ขาดสติ เขลา มีความริษยาอาฆาตให้เป็นความทุกข์ความเดือดร้อน
จะเห็นได้ว่าการสอนเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนา แทนที่จะสอนให้คนแพ้ชีวิตกลับเป็นการกระตุ้นให้คนสำนึกว่า ความดี ความชั่ว ความทุกข์ ความเจริญ ก้าวหน้า ความมั่งคั่ง ยากจน ในชีวิตของตนนั้นหาได้เนื่องด้วยอำนาจภายนอกไม่ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเองเป็นผู้สร้าง ผู้ทำลาย ผู้ดำรงรักษาชีวิตของตนด้วยตนเอง
ตามหลักพระพุทธศาสนา นั้นกรรมของตนนั้นย่อมมีทั้งส่วนที่เป็นอดีตกาลใกล้ และอดีตกาลนานไกล และปัจจุบันกรรมอันมีความสลับซับซ้อนอยู่ในชีวิตของคนการอำนวยให้เกิดผลในปัจจุบัน จึงต้องอาศัยปัจจุบันกรรมเป็นหลัก อดีตกรรมมีความสำคัญรองลงมาจึงไม่มีปัญหาอะไรที่จะทำให้คนผู้ไม่มีความเข้าใจและเชื่อมั่นในกฏแห่งกรรมจะยอมแพ้ต่อชีวิตมัวรอการบันดาลแห่งกรรมอยู่ เพราะกรรมจะบันดาลให้เฉพาะแก่บุคคลผู้ทำกรรมเท่านั้นและผลที่เกิดขึ้นจากการบันดาลแห่งกรรมก็ต้องไม่ขัดแย้งกับเหตุที่บุคคลได้กระทำลงไป เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า
ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ กลยาณการี กลยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ
แปลว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ผู้ทำความชั่วย่อมได้รับผลชั่ว
การเชื่อและยอมรับกฏแห่งกรรมจะเป็นประทีปนำทางชีวิตให้บุคคลในสังคมมีความเคารพเชื่อมั่นในตนเองมากยี่งขึ้น จะต้องการผลเช่นไรก็ใช้ความเพียรพยายามประกอบเหตุเพื่อให้เกิดผลเช่นนั้นขึ้นมาด้วยตนเอง ไม่ต้องรอการดลบันดาลจากอำนาจภายนอกพร้อมที่จะต่อสู้ผจญอุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยสติปัญญาความเพียรของตนเวลาแห่งชีวิตจะถูกใช้ไปเพื่อกุศลกรรมอันนำผลเป็นความสุขความเจริญให้เกิดขึ้นแก่ตน แทนที่จะมัวอ้อนวอนบวงสรวง สะเดาเคราะห์ ผูกดวง วิ่งหาเจ้าพ่อเจ้าแม่ ขอหวยกันอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
แต่ในปัจจุบันคนบางพวกเป็นอย่างไรบ้าง? คนบางพวกกลายเป็นทาสที่ปล่อยแล้วไม่ยอมไปเมื่อก่อนเคยปล่อยให้วิถีชีวิตของตนขึ้นอยู่กับการดลบันดาลของ ธรรมชาติ ผีสาง เทวดา เทพเจ้า พรหมลิขิต พระเป็นเจ้า ปัจจุบันพวกเหล่านั้นมากลายเป็นดวง เป็นพระเจ้า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของตนถือว่าเป็นเรื่องของดวงกันหมด อาชีพหมอดู การสร้างเครื่องรางของขลังกลับเป็นอาชีพที่สร้างความร่ำรวยให้แก่คนที่อยู่ในอาชีพนี้อย่างมาก นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ เป็นต้น
อุตส่าห์เรียนและทำงานมาด้วยความเหนื่อยยาก แต่กลับต้องให้หมอดูช่วยตรวจดูว่าตนจะสอบไล่ได้ไหม ? จะได้เลื่อนตำแหน่งไหม จะได้เลื่อนสมณศักดิ์ไหม ? เป็นต้น
การกระทำอันขาดความรับผิดชอบออกมาในรูปของอาชญากรรมต่างๆได้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในสังคม จนกลายเป็นความชาชินกันไปเสียแล้วหากคนเหล่านี้ยอมรับเชื่อในกฏแห่งกรรมแล้วเรื่องเลวร้ายต่างๆในสังคมจะเกิดขึ้นหรือ ?
ในตอนสุดท้ายของปัญหาที่อ้างเป็นทำนองว่าผลที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเป็นของพระเจ้านั้นไม่มีความเห็น เพราะจะกระทบกระเทือนต่อศาสนาอื่น เรื่องเหล่านี้ขอเพียงคนได้ใช้ปัญญาตรวจสอบชีวิตของตนที่ผ่านมาทั้งในด้านดีและไม่ดี จะเห็นด้วยตนเองว่าผลเหล่านั้นเกิดจากอะไรกันแน่ ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องที่นำไปสู่การถกเถียงที่ไม่เกิดประโยชน์อะไร อย่างที่เคยถกเถียงกันมานานแสนนานแล้ว