ปุจฉา:
พระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวชเป็นการทอดทิ้งครอบครัวให้ได้รับความลำบากจะไม่ทำให้ชื่อว่าโหดร้ายนักหรือ?
วิสัชนา:
อย่างนี้เขาเรียกว่าคิดเอาเองเพราะความเห็นแก่ตัวและไม่เข้าใจเหตุผลของคนที่ทำงานเพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ ก็อยากรู้เหมือนกันว่าครอบครัวของพระพุทธเจ้ายากจนนักหรือ พอขาดคนไปคนหนึ่งก็ลำบากกันแล้วอย่าลืมนะครอบครัวพระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์อยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ มีข้าราชบริพารแวดล้อมคอยถวายความสะดวกทุกอย่าง อย่างนี้หรือเรียกว่าลำบาก? "ถ้าอย่างนั้นใครเล่าที่ไม่ลำบาก?"
เอาเถอะสมมติว่าลำบากก็แล้วกันลำบากมากเสียด้วยแต่เราก็ต้องมองความจริงที่มีอยู่ใกล้ตัวของเรา เช่น ทหารไปราชการสงครามทอดทิ้งลูกเมียให้อยู่ข้างหลังบางคนไปแล้วไม่ได้กลับมาทหารเหล่านั้นโหดร้ายมากไหม? นายแพทย์และผู้ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ทั้งหลายต้องไปช่วยเหลือคนอื่นจนไม่ค่อยได้มีโอกาสให้ความอบอุ่นแก่ครอบครัวคนเหล่านั้นโหดร้ายหรือ? คนที่ไปทำมาหากินในต่างถิ่นเพื่อนำเงินทองมาเลี้ยงครอบครัวปล่อยลูกเมียให้คอยแล้วคอยอีกคนเหล่านั้นได้ชื่อว่าโหดร้ายหรือเปล่า?
ไม่มีคนที่มีสติสัมปชัญญะคนใดหรอกที่จะตำนิติเตียนคนเหล่านั้นว่าเป็นคนโหดร้ายมีแต่ยกย่องเป็นนักบุญเป็นนักวีรชนเป็นผู้รักลูกรักเมียกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้าก็ทำนองเดียวกัน พระองค์เสด็จออกไปจากวังเพื่อแสวงหาพระธรรมอันวิเศษซึ่งเป็นอริยทรัพย์เพื่อแจกจ่ายแก่ชาวโลกทั้งหลายผู้ปรารถนาความสุขความเจริญ เป็นการพรากจากพระญาติวงศ์เพียง ๖ ปี แต่กลับมาด้วยสมบัติอันเป็นอมตะช่วยให้พระญาติใกล้ชิดที่เรียกว่า ครอบครัว พระญาติอื่นๆและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ได้รับผลแห่งพระธรรมเป็นการอำนวยประโยชน์อันไพศาลตราบเท่าปัจจุบันอย่างนี้หรือเรียกว่าโหดร้าย?
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551
พึ่งพระพุทธเจ้าสู้พระเจ้าไม่ได้ (2)
วิสัชนา (ต่อ):
ใครจะถือใครเป็นที่พึ่งก็ตามควรจะทราบเงื่อนไขในการพึ่งว่า ท่านที่เรายึดเป็นที่พึ่งนั้นจะสามารถช่วยเราได้ในขอบข่ายแค่ไหนเพียงไร ไม่ใช่ว่าพอถือใครเป็นที่พึ่งแล้วตนเอง ไม่ต้องการทำอะไรเลยทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่านผู้เป็นที่พึ่งของเราทั้งหมด ไม่มีที่พึ่งเช่นนั้น ในโลกนี้ไม่ว่าในศาสนาใดก็ตาม
คนที่พึ่งคนอื่นและทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับคนที่ตนพึ่งทั้งหมดนั้น หากจะมีก็มีเพียงคนปัญญาอ่อน คนพิการทางร่างกายทางสมองเท่านั้นที่ช่วยตนเองไม่ได้ ส่วนคนปกติธรรมดาแล้วอย่าไปคิดหวังที่พึ่งเช่นนั้นเลย เพราะจะเสียเวลาและตายเปล่าโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา
เมื่อพระเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเป็นที่พึ่งได้โดยฐานะดังกล่าว ปัญหาเรื่องที่พึ่งจึงมีความเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับคนที่ถือพระเจ้าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งว่า "ศาสนิกในศาสนาเหล่านั้นจะสามารถเอาคำสอนในศาสนาของตนมาลงมือปฏิบัติจนสามารถพัฒนาจิตใจ ความประพฤติ และขจัดทุกข์ ได้รับความสุขอันเกิดจากการปฏิบัติ ตามคำสอนเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหนเพียงไร"
การถือพระพุทธเจ้าได้อย่างสมบูรณ์นั้นทำให้คนได้บรรลุมรรค ผลนิพพานอันเป็นการดับกิเลสและความทุกข์ได้ทั้งหมด การถือพระเจ้าเป็นที่พึ่งคือการเข้าร่วมกับพระเจ้าตลอดนิรันดร ใครเห็นว่าอะไรดีกว่าก็เลือกเอาโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องไปตำหนิคนอื่นหรือยกตนข่มท่าน
เมื่อทำได้เช่นนี้เอกภาพระหว่างคนนับถือศาสนาต่างๆก็จะเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นจะต้องนับถือศาสนาเดียวกันหรือมีพระเจ้าองค์เดียวกัน
ส่วนที่ว่า "พึ่งเทวดาย่อมดีกว่าพึ่งมนุษย์" นั้นข้อนี้เป็นเรื่องของความสมัครใจที่บุคคลนั้นๆเลือกเอาเองเช่นเดียวกัน แต่ที่ไม่ควรลืมคือเทวดากับมนุษย์นั้นมี กิเลส โลภ โกรธ หลงเหมือนกัน แต่มีชาติกำเนิดแตกต่างกันเหมือนคนไทยกับคนต่างชาติ ฉะนั้นการถือว่าพึ่งเทวดาดีกว่าพึ่งมนุษย์นั้นได้แสดงออกมาให้เห็นตามสมควรว่าคนไม่น้อยมีความฝังใจในเรื่องนี้มากพอสมควร เช่น
- การเที่ยวอ้อนวอนบวงสรวงเทวดา เพื่อให้ดลบันดาลให้ตนได้อย่างนั้นอย่างนี้ ขอหวย ขอเบอร์กันจนขาดการตั้งใจทำมาหากิน บางรายร้ายแรงจนต้องขายทรัพย์สิน เพราะไปหวังพึ่งเทวดากัน เทวดาพึ่งได้จริงหรือไม่ก็น่าจะรู้ ๆกันอยู่แล้ว
- เกิดการดูหมิ่นตนเอง ไม่เชื่อความสามารถวิชาความรู้ของตนทำอะไรไม่ค่อยใช้สติปัญญา แต่ต้องการพึ่งอำนาจภายนอกมีเทวดาเป็นต้น ความยากจนความตกต่ำในด้านฐานะวิชาความรู้ก็ตามมา คนชาติใดก็ตามที่ไม่หวังพึ่งอำนาจภายนอกมากเกินไปแต่อาศัยเหตุผลสติปัญญาเป็นหลักในการดำรงชีวิต ความเจริญในด้านต่างๆก็จะเกิดขึ้นได้ จนป่านนี้แล้วคนในบ้านเมืองของเราบางพวกยังหลงมอบความเป็นอยู่ของตนให้ขึ้นอยู่กับการดลบันดาลของอำนาจภายนอกแล้วจะโทษใครกันเล่า?
-เทวดานั้นแม้แต่ศาลจะอยู่ก็ต้องให้คนสร้าง ให้หากอำนาจในการช่วยเหลือมีจริงเทวดา ก็คงไม่เก่งเกินพระเจ้าคือ จะช่วยได้เฉพาะแก่คนที่ช่วยตัวเองก่อนแล้วเท่านั้น มีเรื่องเทพารักษ์กล่าวกับคนขับเกวียนผู้อ้อนวอนให้เทวดาช่วยเมื่อล้อเกวียนตกหลุมลึก วัวลากไปไม่ไหวที่ว่า "เจ้าจงเอาบ่าแบกลูกล้อ แล้วเฆี่ยนวัวให้เดิน ลูกล้อก็จะเคลื่อนที่พ้นจากหลุมได้ การที่ร้องโวยวายไปเสียก่อนโดยยังไม่ได้ทดลองกำลังของตนใครเล่าจะช่วยเจ้าได้"
คำกล่าวนี้ย่อมเป็นตัวอย่างอันดีของคนหวังพึ่งอำนาจภายนอกเพียงอย่างเดียวโดยตน ไม่ต้องลงทุนใช้ความเพียรพยายามแต่ประการใด คนเรานั้นหากอยู่ในสภาพดังกล่าว แล้วไม่ว่าจะถือพระพุทธเจ้า พระเจ้า เทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างอื่นก็ไปไม่รอดเสมอกันทั้งนั้นแหละ
ใครจะถือใครเป็นที่พึ่งก็ตามควรจะทราบเงื่อนไขในการพึ่งว่า ท่านที่เรายึดเป็นที่พึ่งนั้นจะสามารถช่วยเราได้ในขอบข่ายแค่ไหนเพียงไร ไม่ใช่ว่าพอถือใครเป็นที่พึ่งแล้วตนเอง ไม่ต้องการทำอะไรเลยทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่านผู้เป็นที่พึ่งของเราทั้งหมด ไม่มีที่พึ่งเช่นนั้น ในโลกนี้ไม่ว่าในศาสนาใดก็ตาม
คนที่พึ่งคนอื่นและทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับคนที่ตนพึ่งทั้งหมดนั้น หากจะมีก็มีเพียงคนปัญญาอ่อน คนพิการทางร่างกายทางสมองเท่านั้นที่ช่วยตนเองไม่ได้ ส่วนคนปกติธรรมดาแล้วอย่าไปคิดหวังที่พึ่งเช่นนั้นเลย เพราะจะเสียเวลาและตายเปล่าโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา
เมื่อพระเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเป็นที่พึ่งได้โดยฐานะดังกล่าว ปัญหาเรื่องที่พึ่งจึงมีความเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับคนที่ถือพระเจ้าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งว่า "ศาสนิกในศาสนาเหล่านั้นจะสามารถเอาคำสอนในศาสนาของตนมาลงมือปฏิบัติจนสามารถพัฒนาจิตใจ ความประพฤติ และขจัดทุกข์ ได้รับความสุขอันเกิดจากการปฏิบัติ ตามคำสอนเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหนเพียงไร"
การถือพระพุทธเจ้าได้อย่างสมบูรณ์นั้นทำให้คนได้บรรลุมรรค ผลนิพพานอันเป็นการดับกิเลสและความทุกข์ได้ทั้งหมด การถือพระเจ้าเป็นที่พึ่งคือการเข้าร่วมกับพระเจ้าตลอดนิรันดร ใครเห็นว่าอะไรดีกว่าก็เลือกเอาโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องไปตำหนิคนอื่นหรือยกตนข่มท่าน
เมื่อทำได้เช่นนี้เอกภาพระหว่างคนนับถือศาสนาต่างๆก็จะเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นจะต้องนับถือศาสนาเดียวกันหรือมีพระเจ้าองค์เดียวกัน
ส่วนที่ว่า "พึ่งเทวดาย่อมดีกว่าพึ่งมนุษย์" นั้นข้อนี้เป็นเรื่องของความสมัครใจที่บุคคลนั้นๆเลือกเอาเองเช่นเดียวกัน แต่ที่ไม่ควรลืมคือเทวดากับมนุษย์นั้นมี กิเลส โลภ โกรธ หลงเหมือนกัน แต่มีชาติกำเนิดแตกต่างกันเหมือนคนไทยกับคนต่างชาติ ฉะนั้นการถือว่าพึ่งเทวดาดีกว่าพึ่งมนุษย์นั้นได้แสดงออกมาให้เห็นตามสมควรว่าคนไม่น้อยมีความฝังใจในเรื่องนี้มากพอสมควร เช่น
- การเที่ยวอ้อนวอนบวงสรวงเทวดา เพื่อให้ดลบันดาลให้ตนได้อย่างนั้นอย่างนี้ ขอหวย ขอเบอร์กันจนขาดการตั้งใจทำมาหากิน บางรายร้ายแรงจนต้องขายทรัพย์สิน เพราะไปหวังพึ่งเทวดากัน เทวดาพึ่งได้จริงหรือไม่ก็น่าจะรู้ ๆกันอยู่แล้ว
- เกิดการดูหมิ่นตนเอง ไม่เชื่อความสามารถวิชาความรู้ของตนทำอะไรไม่ค่อยใช้สติปัญญา แต่ต้องการพึ่งอำนาจภายนอกมีเทวดาเป็นต้น ความยากจนความตกต่ำในด้านฐานะวิชาความรู้ก็ตามมา คนชาติใดก็ตามที่ไม่หวังพึ่งอำนาจภายนอกมากเกินไปแต่อาศัยเหตุผลสติปัญญาเป็นหลักในการดำรงชีวิต ความเจริญในด้านต่างๆก็จะเกิดขึ้นได้ จนป่านนี้แล้วคนในบ้านเมืองของเราบางพวกยังหลงมอบความเป็นอยู่ของตนให้ขึ้นอยู่กับการดลบันดาลของอำนาจภายนอกแล้วจะโทษใครกันเล่า?
-เทวดานั้นแม้แต่ศาลจะอยู่ก็ต้องให้คนสร้าง ให้หากอำนาจในการช่วยเหลือมีจริงเทวดา ก็คงไม่เก่งเกินพระเจ้าคือ จะช่วยได้เฉพาะแก่คนที่ช่วยตัวเองก่อนแล้วเท่านั้น มีเรื่องเทพารักษ์กล่าวกับคนขับเกวียนผู้อ้อนวอนให้เทวดาช่วยเมื่อล้อเกวียนตกหลุมลึก วัวลากไปไม่ไหวที่ว่า "เจ้าจงเอาบ่าแบกลูกล้อ แล้วเฆี่ยนวัวให้เดิน ลูกล้อก็จะเคลื่อนที่พ้นจากหลุมได้ การที่ร้องโวยวายไปเสียก่อนโดยยังไม่ได้ทดลองกำลังของตนใครเล่าจะช่วยเจ้าได้"
คำกล่าวนี้ย่อมเป็นตัวอย่างอันดีของคนหวังพึ่งอำนาจภายนอกเพียงอย่างเดียวโดยตน ไม่ต้องลงทุนใช้ความเพียรพยายามแต่ประการใด คนเรานั้นหากอยู่ในสภาพดังกล่าว แล้วไม่ว่าจะถือพระพุทธเจ้า พระเจ้า เทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างอื่นก็ไปไม่รอดเสมอกันทั้งนั้นแหละ
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551
พึ่งพระพุทธเจ้าสู้พึ่งพระเจ้าไม่ได้ (1)
ปุจฉา:
พึ่งพระพุทธเจ้าสู้พึ่งพระเจ้าไม่ได้เพราะพระพุทธเจ้าดับไปแล้ว แต่พระเจ้ายังอยู่ให้พึ่ง และการพึ่งเทวดาย่อมดีกว่าพึ่งมนุษย์ข้อนี้ ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?
วิสัชนา:
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความซาบซึ้งของการยอมรับถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนยึดถือพอใจ เหมือนกับเพลงที่ร้องกัน ความว่า "ขี่รถเก๋งแสนสบาย อีกคนบอกว่าแพ้ควายแท้เทียว เพราะไม่หวาดเสียวเหมือนขี่รถ"
เรื่องการพึ่งพระเจ้ากับพระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน ใครเห็นคุณค่าของใครมากกว่าก็ย่อมกล่าวว่าฝ่ายนั้นดีกว่า นอกจากคนมีความรู้สึกว่า "ขี่ควายขี่เก๋งก็เหมือนกัน เพราะพระจันทร์ดวงเดียวกัน"
ใครจะถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือจะถือพระเจ้าเป็นที่พึ่งก็ตาม ย่อมได้ชื่อว่าเป็นคนมีศาสนาเป็นหลักใจในการดำรงชีวิตเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดการยอมรับในประเด็นนี้ได้แล้ว การอ้างพึ่งใครดีกว่าใครก็ไม่จำเป็น เพราะต่างคนต่างยึดมั่นในแนวทางของตนทำให้ตนเป็นศาสนิกที่ดีในศาสนานั้นๆ ก็จะได้รับผลตามควรแก่การปฏิบัติตามหลักในศาสนานั้นๆ
แต่ถ้าเราจะพูดกันตามหลักความเป็นจริงแล้วทั้งพระพุทธเจ้าและพระเจ้าได้แสดงฐานะของตนเองออกมาอย่างเปิดเผยที่สุด คือ "จงช่วยตนเองก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วยเจ้า" นี่คือหลักในศาสนาที่นับถือพระเจ้า"ความเพียรพยายาม อันเธอทั้งหลายพึงทำเอง ตถาคต เป็นเพียงผู้บอกให้เท่านั้น" นี่คือหลักในศาสนาพุทธ
จากข้อความเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าก็ดีพระพุทธเจ้าก็ดี ทำหน้าที่ชี้แจงแสดงทางถูกทางผิดให้คนได้พิจารณาเอาเท่านั้น หาได้มีอำนาจในการดลบันดาลให้ใครๆเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ตนต้องการได้ไม่ ด้วยอำนาจพระมหากรุณาที่พระพุทธเจ้าและพระเจ้ามีอยู่นั้น หากท่านมีอำนาจในการดลบันดาลแล้วท่านคงบันดาลให้คนพ้นทุกข์กันหมดแล้ว
โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าเองหากดลบันดาลได้ ก็ไม่ต้องลำบากพระวรกายเที่ยวสั่งสอนคนอยู่ถึง ๔๕ ปี หรอก ดลบันดาลกันประเดี๋ยวเดียวก็เป็นสุขกันหมดโลกแล้ว แต่งานของพระพุทธเจ้าเป็นงานที่ทรงทำเพียง
พึ่งพระพุทธเจ้าสู้พึ่งพระเจ้าไม่ได้เพราะพระพุทธเจ้าดับไปแล้ว แต่พระเจ้ายังอยู่ให้พึ่ง และการพึ่งเทวดาย่อมดีกว่าพึ่งมนุษย์ข้อนี้ ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?
วิสัชนา:
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความซาบซึ้งของการยอมรับถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนยึดถือพอใจ เหมือนกับเพลงที่ร้องกัน ความว่า "ขี่รถเก๋งแสนสบาย อีกคนบอกว่าแพ้ควายแท้เทียว เพราะไม่หวาดเสียวเหมือนขี่รถ"
เรื่องการพึ่งพระเจ้ากับพระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน ใครเห็นคุณค่าของใครมากกว่าก็ย่อมกล่าวว่าฝ่ายนั้นดีกว่า นอกจากคนมีความรู้สึกว่า "ขี่ควายขี่เก๋งก็เหมือนกัน เพราะพระจันทร์ดวงเดียวกัน"
ใครจะถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งหรือจะถือพระเจ้าเป็นที่พึ่งก็ตาม ย่อมได้ชื่อว่าเป็นคนมีศาสนาเป็นหลักใจในการดำรงชีวิตเช่นเดียวกัน เมื่อเกิดการยอมรับในประเด็นนี้ได้แล้ว การอ้างพึ่งใครดีกว่าใครก็ไม่จำเป็น เพราะต่างคนต่างยึดมั่นในแนวทางของตนทำให้ตนเป็นศาสนิกที่ดีในศาสนานั้นๆ ก็จะได้รับผลตามควรแก่การปฏิบัติตามหลักในศาสนานั้นๆ
แต่ถ้าเราจะพูดกันตามหลักความเป็นจริงแล้วทั้งพระพุทธเจ้าและพระเจ้าได้แสดงฐานะของตนเองออกมาอย่างเปิดเผยที่สุด คือ "จงช่วยตนเองก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วยเจ้า" นี่คือหลักในศาสนาที่นับถือพระเจ้า"ความเพียรพยายาม อันเธอทั้งหลายพึงทำเอง ตถาคต เป็นเพียงผู้บอกให้เท่านั้น" นี่คือหลักในศาสนาพุทธ
จากข้อความเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าก็ดีพระพุทธเจ้าก็ดี ทำหน้าที่ชี้แจงแสดงทางถูกทางผิดให้คนได้พิจารณาเอาเท่านั้น หาได้มีอำนาจในการดลบันดาลให้ใครๆเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ตนต้องการได้ไม่ ด้วยอำนาจพระมหากรุณาที่พระพุทธเจ้าและพระเจ้ามีอยู่นั้น หากท่านมีอำนาจในการดลบันดาลแล้วท่านคงบันดาลให้คนพ้นทุกข์กันหมดแล้ว
โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าเองหากดลบันดาลได้ ก็ไม่ต้องลำบากพระวรกายเที่ยวสั่งสอนคนอยู่ถึง ๔๕ ปี หรอก ดลบันดาลกันประเดี๋ยวเดียวก็เป็นสุขกันหมดโลกแล้ว แต่งานของพระพุทธเจ้าเป็นงานที่ทรงทำเพียง
ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานต์
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย
วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551
พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะพระเจ้าดลใจหรือเปล่า
ปุจฉา:
พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะพระเจ้าดลใจจะตรัสรู้เองไม่ได้เด็กพูดเองไม่ได้ต้องมีคนสอนหรือได้ยินคนอื่นพูดจึงพูดได้ฉันใด การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ต้องอาศัยการดลใจของพระเจ้าหรือท่านว่าไม่จริง?
วิสัชนา:
ไม่ว่าอะไรหรอกจะว่าอย่างไรก็ว่ากันไปปัญหาข้อนี้มาตะเภาเดียวกับข้อก่อนๆคือพูดกันเอาเองแต่นำไปใส่โอฐของพระเจ้า การพูดจึงต้องพูดแบบสมมติตามปัญหาที่ถามมา คือ สมมติว่าถ้าพระเจ้าดลใจได้จริงแล้วไม่ว่าอะไรหรอก จะว่าอย่างไรก็ว่ากันไป
ปัญหาข้อนี้มาตะเภาเดียวกับข้อก่อนๆคือ พูดกันเอาเองแต่นำไปใส่โอฐของพระเจ้า การพูดจึงต้องพูดแบบสมมติตามปัญหาที่ถามมา คือ สมมติว่าถ้าพระเจ้าดลใจได้จริงแล้ว
ทำไมพระเจ้าจึงได้ดลใจให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาแสดงธรรมประกาศศาสนาที่ขาดการยอมรับนับถืออำนาจของพระเจ้าเล่า ทั้งๆที่พระเจ้าเองก็ต้องการให้คนนับถือจงรักภักดีต่อพระองค์มิใช่หรือ การกระทำเช่นนั้นเป็นการทำของคนฉลาดหรือ?
ทำไมพระเจ้าไม่ดลใจให้คนในศาสนาพุทธ เชน เต๋า ขงจื้อ และแม้แต่คอมมิวนิสต์ ให้หันมานับถือพระองค์ให้หมดเพื่อจะได้มีศาสนาเดียวในโลกเล่า
ปัจจุบันคนกำลังตระเตรียมกองกำลังเป็นอันมากเพื่อเตรียมรบกัน หากพระเจ้าดลใจให้คนตรัสรู้ได้จริงก็น่าจะดลใจให้รัฐบาลของทุกประเทศในโลกหยุดความคิดในทางแสวงหาอำนาจกันให้หมด นำเอาเงินที่ต้องใช้ไปเพราะการสงครามเตรียมสงครามสร้างแสนยานุภาพทางทหารมาแก้ไขปัญหาเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนจะไม่ดีกว่าหรือ?
ในเมื่อปัญหาข้อนี้ตอบไปตามสมมติเรื่องทั้งหมดจึงถือเพียงการสมมติเอาแต่ข้อที่น่าจะกำหนดกันไว้คือ พระเจ้าไม่ได้ว่าไว้อย่านำอะไรไปใส่โอฐของพระเจ้าเลย
ข้อใดที่พระพุทธไม่ได้ทรงแสดงไว้อย่าได้กล่าวอ้างพระองค์เลย ข้อใดที่ศาสนา ผู้บังคับบัญชาผู้ใหญ่ไม่ได้พูดอย่าอ้างกันนักเลย เพราะนั่นย่อมเป็นการทำลายทั้งตนเองและเกียรติภูมิของผู้ที่ตนกล่าวอ้าง ผู้ใหญ่
พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะพระเจ้าดลใจจะตรัสรู้เองไม่ได้เด็กพูดเองไม่ได้ต้องมีคนสอนหรือได้ยินคนอื่นพูดจึงพูดได้ฉันใด การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ต้องอาศัยการดลใจของพระเจ้าหรือท่านว่าไม่จริง?
วิสัชนา:
ไม่ว่าอะไรหรอกจะว่าอย่างไรก็ว่ากันไปปัญหาข้อนี้มาตะเภาเดียวกับข้อก่อนๆคือพูดกันเอาเองแต่นำไปใส่โอฐของพระเจ้า การพูดจึงต้องพูดแบบสมมติตามปัญหาที่ถามมา คือ สมมติว่าถ้าพระเจ้าดลใจได้จริงแล้วไม่ว่าอะไรหรอก จะว่าอย่างไรก็ว่ากันไป
ปัญหาข้อนี้มาตะเภาเดียวกับข้อก่อนๆคือ พูดกันเอาเองแต่นำไปใส่โอฐของพระเจ้า การพูดจึงต้องพูดแบบสมมติตามปัญหาที่ถามมา คือ สมมติว่าถ้าพระเจ้าดลใจได้จริงแล้ว
ทำไมพระเจ้าจึงได้ดลใจให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาแสดงธรรมประกาศศาสนาที่ขาดการยอมรับนับถืออำนาจของพระเจ้าเล่า ทั้งๆที่พระเจ้าเองก็ต้องการให้คนนับถือจงรักภักดีต่อพระองค์มิใช่หรือ การกระทำเช่นนั้นเป็นการทำของคนฉลาดหรือ?
ทำไมพระเจ้าไม่ดลใจให้คนในศาสนาพุทธ เชน เต๋า ขงจื้อ และแม้แต่คอมมิวนิสต์ ให้หันมานับถือพระองค์ให้หมดเพื่อจะได้มีศาสนาเดียวในโลกเล่า
ปัจจุบันคนกำลังตระเตรียมกองกำลังเป็นอันมากเพื่อเตรียมรบกัน หากพระเจ้าดลใจให้คนตรัสรู้ได้จริงก็น่าจะดลใจให้รัฐบาลของทุกประเทศในโลกหยุดความคิดในทางแสวงหาอำนาจกันให้หมด นำเอาเงินที่ต้องใช้ไปเพราะการสงครามเตรียมสงครามสร้างแสนยานุภาพทางทหารมาแก้ไขปัญหาเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนจะไม่ดีกว่าหรือ?
ในเมื่อปัญหาข้อนี้ตอบไปตามสมมติเรื่องทั้งหมดจึงถือเพียงการสมมติเอาแต่ข้อที่น่าจะกำหนดกันไว้คือ พระเจ้าไม่ได้ว่าไว้อย่านำอะไรไปใส่โอฐของพระเจ้าเลย
ข้อใดที่พระพุทธไม่ได้ทรงแสดงไว้อย่าได้กล่าวอ้างพระองค์เลย ข้อใดที่ศาสนา ผู้บังคับบัญชาผู้ใหญ่ไม่ได้พูดอย่าอ้างกันนักเลย เพราะนั่นย่อมเป็นการทำลายทั้งตนเองและเกียรติภูมิของผู้ที่ตนกล่าวอ้าง ผู้ใหญ่
วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551
พระเจ้าวิเศษกว่าพระพุทธเจ้าจริงหรือ
ปุจฉา:
พระพุทธเจ้ายังต้องมีพ่อแม่ แต่พระเจ้าไม่ต้องมี เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ที่สุด จึงมีเองเป็นเองได้ พระเป็นเจ้าจึงวิเศษกว่าพระพุทธเจ้า
วิสัชนา:
เรื่องนี้ก็ว่ากันไปอีกเช่นเคยดูเหมือนไม่มีในหลักของทางศาสนาเทวนิยมเสียด้วย แต่คนก็พยายามจะเอามานะ(ความถือตน) อันเป็นกิเลสหยาบๆไปใส่ให้พระเป็นเจ้าอยู่เสมอ พระเป็นเจ้าน่าจะปรามๆศิษย์พวกนี้เสียบ้าง พระอินทร์เสียสถานะของจอมเทพในชมพูทวีปนั้นเพราะลูกน้องชอบเบ่งนั่นเอง แสดงกฤษดาภินิหารเสียจนพระอินทร์เสียคนถูกลดฐานะลงมาเป็นระดับเทวดา เจ้าสวรรค์เพียงชั้นเดียว
ดังได้กล่าวแล้วว่าคำถามนี้หาได้เกิดจากหลักการของศาสนาประเภทเทวนิยมไม่ แต่เมื่อกล่าวมาเช่นนั้นได้ เราก็อาจได้หลักที่ควรแก่การพิจารณาคือ พระพุทธเจ้าได้พระนามว่า สยัมภู แปลว่าผู้เป็นเอง โดยหมายเอาการตรัสรู้ของพระองค์ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความเพียรพยายามของพระองค์ หาได้มีใครบันดาลให้เกิดชึ้นไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อควรพิจารณาสำหรับปัญหาข้อนี้คือ
ตามหลักความจริงแล้ว สรรพสิ่งย่อมเกิดมาจากเหตุ ไม่มีสิ่งอันใดที่เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุ แต่ด้วยสมมติฐานที่ว่าพระเจ้าเกิดเป็นสยัมภูโดยปราศจากเหตุนั้นเองข้อที่ควรเปรียบเทียบสำหรับผู้ต้องการเปรียบเทียบ คือ ความเป็นเองของพระเจ้าเปรียบเหมือนคนที่ร่ำรวยเพราะเกิดมารวย กับความเป็นเองของพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนความร่ำรวยของคนที่เกิดขึ้นจากความเพียรพยายามของตนเอง ในสายตาของบัณฑิตพอจะบอกได้หรือไม่ว่าระหว่างคนทั้งสองนั้น ใครคือคนที่มีคุณสมบัติ ฝีมือ ความสามารถควรแก่การนับถือมากว่ากัน
การเผยแผ่ศาสนาแบบยกตนข่มท่านนั้น นักศาสนาทั้งหลายควรยุติได้แล้ว เพราะนั่นหาใช่คุณสมบัติที่ดีของนักศาสนาไม่ เพราะเป็นการกล่าวร้ายการล้างผลาญกันระหว่างศาสนาต่อศาสนา และที่น่าขายหน้ามากที่สุด คือ "การเผยแผ่ศาสนาด้วยวิธีโจมตีอีกศาสนาหนึ่งนั้น แสดงให้เห็นว่าตนเองไม่ได้รับผลจากศาสนาแม้แต่วจีทุจริตก็ยังละไม่ได้แล้วยังจะไปเผยแผ่ศาสนาของตนให้คนอื่นนับถืออีกหรือ?"
งานที่นักศาสนาแต่ละศาสนาควรทำในปัจจุบัน คือการทำศาสนิกในศาสนาของตนให้เป็นศาสนิกที่ดีให้ได้ ในขณะเดียวกันควรมีการร่วมมือประสานงานกันเพื่อให้เกิดผลในทางดำรงอยู่อย่างมั่นคงแห่งศาสนาทั้งหลาย เพราะศาสนาแต่ละศาสนานั้นมีความดีพอที่จะสร้างศาสนิกให้เป็นคนดีได้ในระดับต่างๆ ถึงเวลานานแล้วที่นักศาสนาจะกล่าว คำว่า "ขอให้เรามาร่วมมือกันเถิด อย่าได้ด่าทอทะเลาะวิวาทกันเลย."
พระพุทธเจ้ายังต้องมีพ่อแม่ แต่พระเจ้าไม่ต้องมี เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ที่สุด จึงมีเองเป็นเองได้ พระเป็นเจ้าจึงวิเศษกว่าพระพุทธเจ้า
วิสัชนา:
เรื่องนี้ก็ว่ากันไปอีกเช่นเคยดูเหมือนไม่มีในหลักของทางศาสนาเทวนิยมเสียด้วย แต่คนก็พยายามจะเอามานะ(ความถือตน) อันเป็นกิเลสหยาบๆไปใส่ให้พระเป็นเจ้าอยู่เสมอ พระเป็นเจ้าน่าจะปรามๆศิษย์พวกนี้เสียบ้าง พระอินทร์เสียสถานะของจอมเทพในชมพูทวีปนั้นเพราะลูกน้องชอบเบ่งนั่นเอง แสดงกฤษดาภินิหารเสียจนพระอินทร์เสียคนถูกลดฐานะลงมาเป็นระดับเทวดา เจ้าสวรรค์เพียงชั้นเดียว
ดังได้กล่าวแล้วว่าคำถามนี้หาได้เกิดจากหลักการของศาสนาประเภทเทวนิยมไม่ แต่เมื่อกล่าวมาเช่นนั้นได้ เราก็อาจได้หลักที่ควรแก่การพิจารณาคือ พระพุทธเจ้าได้พระนามว่า สยัมภู แปลว่าผู้เป็นเอง โดยหมายเอาการตรัสรู้ของพระองค์ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความเพียรพยายามของพระองค์ หาได้มีใครบันดาลให้เกิดชึ้นไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อควรพิจารณาสำหรับปัญหาข้อนี้คือ
ตามหลักความจริงแล้ว สรรพสิ่งย่อมเกิดมาจากเหตุ ไม่มีสิ่งอันใดที่เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุ แต่ด้วยสมมติฐานที่ว่าพระเจ้าเกิดเป็นสยัมภูโดยปราศจากเหตุนั้นเองข้อที่ควรเปรียบเทียบสำหรับผู้ต้องการเปรียบเทียบ คือ ความเป็นเองของพระเจ้าเปรียบเหมือนคนที่ร่ำรวยเพราะเกิดมารวย กับความเป็นเองของพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนความร่ำรวยของคนที่เกิดขึ้นจากความเพียรพยายามของตนเอง ในสายตาของบัณฑิตพอจะบอกได้หรือไม่ว่าระหว่างคนทั้งสองนั้น ใครคือคนที่มีคุณสมบัติ ฝีมือ ความสามารถควรแก่การนับถือมากว่ากัน
การเผยแผ่ศาสนาแบบยกตนข่มท่านนั้น นักศาสนาทั้งหลายควรยุติได้แล้ว เพราะนั่นหาใช่คุณสมบัติที่ดีของนักศาสนาไม่ เพราะเป็นการกล่าวร้ายการล้างผลาญกันระหว่างศาสนาต่อศาสนา และที่น่าขายหน้ามากที่สุด คือ "การเผยแผ่ศาสนาด้วยวิธีโจมตีอีกศาสนาหนึ่งนั้น แสดงให้เห็นว่าตนเองไม่ได้รับผลจากศาสนาแม้แต่วจีทุจริตก็ยังละไม่ได้แล้วยังจะไปเผยแผ่ศาสนาของตนให้คนอื่นนับถืออีกหรือ?"
งานที่นักศาสนาแต่ละศาสนาควรทำในปัจจุบัน คือการทำศาสนิกในศาสนาของตนให้เป็นศาสนิกที่ดีให้ได้ ในขณะเดียวกันควรมีการร่วมมือประสานงานกันเพื่อให้เกิดผลในทางดำรงอยู่อย่างมั่นคงแห่งศาสนาทั้งหลาย เพราะศาสนาแต่ละศาสนานั้นมีความดีพอที่จะสร้างศาสนิกให้เป็นคนดีได้ในระดับต่างๆ ถึงเวลานานแล้วที่นักศาสนาจะกล่าว คำว่า "ขอให้เรามาร่วมมือกันเถิด อย่าได้ด่าทอทะเลาะวิวาทกันเลย."
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)