แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาพุทธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาพุทธ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2552

การดื่มสุราเพือสังคมเป็นบาปมัย

วิสัชนา:2
เพราะว่าถ้าคนจะยึดถือสังคมเป็นประมาณแล้วหากเป็นสังคมของคนดีก็ดีไปหากสังคมของคนพาลเล่าจะทำอย่างไรกัน? คนเราจะต้องอ้างว่าตนต้องคอรัปชั่นเพราะหากไม่ทำเช่นนั้นก็อยู่ร่วมกับพวกคอรัปชั่นไม่ได้ ต้องขโมยต้องเล่นการพนันต้องหมกมุ่นในอบายมุขเป็นต้นเพื่อต้องการสถานะคือ การยอมรับของสังคมอยู่ตลอดไป ทำให้เป็นคนขาดหลักการดำรงชีวิตกลายเป็นท่อนไม้ลอยน้ำจนกว่าจะเน่าเปื่อยผุพังไปอย่างนี้จะไหวหรือ

การดื่มเหล้าเพื่อให้ตนสามารถเข้าสังคมได้สังคมอะไรก็คือสังคมคอสุราก็มีลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นการประพฤติผิดศีลไปได้ผู้มีปัญญาจะต้องเลือกเอาระหว่าง
"ฐานะของผู้มีศีลกับไร้ศีล" จะเลือกเอาสองอย่างในขณะเดียวกันไม่ได้แม้จะดื่มแล้วนอนหลับไปก็ย่อมได้รับโทษจากสุราที่ดื่มเช่น "เสียทรัพย์ ทอนกำลัปัญญา ขาดความละอาย ไม่รักครอบครัว" เป็นต้น หากจะทำอะไรผิดเพราะความเมาสุราเป็นเหตุความผิดก็เพิ่มขึ้นตามสมควรแก่เหตุ คนจึงไม่ควรสร้างความเคยชินในการกระทำบาปและไม่ควรดูหมิ่นว่าเป็นเรื่องเล็กเพราะทุกอย่างเริ่มจากน้อยไปหามากทั้งนั้น.

การดื่มสุราเพือสังคมเป็นบาปมัย

ปุจฉา
การดื่มสุราก็เช่นเดียวกันบางครั้งก็จำเป็นต้องดื่มเพื่อสังคมถ้าเราไม่ดื่มก็เข้ากับเขาไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไรดื่มเมานอนเสียจะบาปหรือไม่?

วิสัชนา
ตามหลักความเป็นจริงแล้วการกล่าวอ้างบุคคลสังคมว่าที่ตนต้องกระทำไปเช่นนั้น เพราะสังคมเพราะคนนั้นคนนี้เป็นต้น พระสารีบุตรเถระได้กล่าวแก่ธนัญชานิพราหมณ์ผู้เป็นข้าราชการผู้ใหญ่แต่ฉ้อหลวงบังราษฎร์ แล้วอ้างว่าตนทำเพื่อพ่อแม่ บุตรภรรยา เป็นต้นความว่าคนที่ทำความผิดแล้วอ้างว่าทำเพื่อใครก็ตามเวลาตายไปจะบอกนายนิรยบาลเขาได้ไหมว่าที่ตนทำผิดไปเพราะต้องทำเพื่อคนอื่นขออย่าได้ถือเป็นความผิดเลยหรือคนที่เราอ้างว่าเราทำความผิดไปเพื่อพวกเขาจะไปขอร้องต่อยมบาลว่าขออย่าได้ลงโทษเขาเลย คนๆนี้ต้องทำความผิดเพื่อพวกตนซึ่งปรากฏว่าไม่มีข้ออ้างเพื่อไม่ต้องรับโทษสำหรับการกระทำความผิดไม่ว่าจะเพื่อ
ใครโดยใครก็ตาม "นี่คือหลักสากลแม้ในด้านกฎหมายก็มีลักษณะเดียวกัน"

ในกรณีของการกล่าวว่าตนจำเป็นต้องดื่มสุราเพื่อสังคมซึ่งมีคนกล่าวอ้างกันเป็นอันมากนั้นมีหลักในการพิจารณาเช่นเดียวกับที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ แต่ในกรณีของการดำรงชีวิตแบบชาวบ้านนั้นเราจำเป็นต้องมองปัญหาตามที่มีอยู่เป็นอยู่ในสังคมว่าข้อเท็จจริงในสังคมเป็นอย่างไร? การดำรงชีวิตของคนในโลกนั้นเมื่อจำแนกออกจะได้เป็นกลุ่มๆจะได้ ๓ กลุ่มใหญ่ๆคือ
๑.ถือเอาความคิดเห็นของตนเป็นประมาณในการตัดสินปัญหาการแก้ปัญหาการทำงาน เป็นต้นซึ่งออกจะเป็นการเสี่ยงมากอยู่
๒.ถือเอาความคิดเห็นของสังคมคือคล้อยตามความเคลื่อนไหวของสังคม ค่านิยมของสังคม ปัญหาในเรื่องนี้ตัวกำหนดความถูกผิดจึงอยู่ที่สังคมว่า สังคมที่เราเคลื่อนไหวไปตามนั้นเป็นสังคมประเภทใด?
๓.ถือเหตุผลความถูกต้อง ตามหลักธรรม กฎหมาย จารีตประเพณี เป็นมาตรฐานในการดำรงชีวิตซึ่งเป็นเหมือนการขับรถไปตามกฎจราจร อันตรายไม่อาจเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่เขายังยึดมั่นในหลักการอันถูกต้องนั้นๆอยู่
หลักในการดำรงชีวิต ๓ ระดับนี้ สำหรับบัณฑิตแล้วแม้การถือความคิดเห็นของตนเองหรือสังคมเป็นหลักในบางกรณีก็ตาม แต่ความคิดเห็นของตนและสังคมนั้นจะต้องยุติด้วยเหตุผลและความถูกตรงนัยที่ ๓ ตลอดไป

การพูดปดบางครั้งก็ดีจริงหรือ?

ปุจฉา
การพูดปดบางครั้งก็จำเป็นเช่นในทางที่จะทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองหรือในกรณีอื่นใดที่เป็นประโยชน์ เมื่อพระพุทธศาสนาห้ามพูดปดจะมิขัดกันหรือ?

วิสัชนา
ก็ขัดกันนะซีแต่ที่สำคัญคือคนจะทำประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองต้องทำการพูดปดหรือ? แปลกดีเหมือนกันคนเราเริ่มมาถึงก็ขาดความจริงใจเสียแล้วคนอย่างนี้หรือจะมีหน้ามาพูดว่าทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง คนประเภทนี้กระมังที่หนังสือพิมพ์เรียกว่านักการเมืองน้ำเน่า? ไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่เราจะทำประโยชน์ด้วยการพูดปดอย่างบางกรณี เช่น "เราบอกคนกลัวเข็มฉีดยาว่าให้ฉีดเถิดไม่เจ็บเท่าไรหรอกหรือบอกว่าเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ไม่เป็นการพูดปดอะไร อย่าไปบอกเขาว่าไม่รู้สึกเจ็บเลยก็แล้วกัน"เรื่องการพูดนั้นท่านให้ยึดหลักว่า "เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง เป็นธรรม มีประโยชน์ พูดถูกแก่กาล คนฟังอาจจะชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ตามหากหลัก ๔ ประการไม่เสียก็ให้พูดได้"สมมติว่า เรื่องที่เป็นประโยชน์นั้นจำเป็นจะต้องโกหกจริงๆมีอยู่เช่น หลอกคนป่วยให้กินกล้วยใส่ยาขมไว้ข้างในเป็นต้นท่านไม่ถือว่าเป็นบาปมากมายอะไร เพราะการพูดปดที่เป็นอันตรายและมีโทษมากนั้น ท่านกำหนดเอาที่ผลอันเกิดขึ้นจากการพูดปดเป็นการทำลายประโยชน์สุขของคนอื่นเป็นฯสำคัญ

แต่โดยทั่วไปแล้วการพูดปดโดยอ้างอย่างที่ถามมานั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมากโดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติซึ่งมีภาษาที่ใช้กันอีก ประเภทหนึ่งเรียกว่าสำนวนทางการทูตซึ่งเมื่อพิจารณาในแง่ภาษาก็ไม่อาจจัดว่าเป็นเรื่องโกหกตามความหมายของศีล เรื่องนี้พระอาจารย์ได้เล่าตัวอย่างแห่งการเลี่ยงไม่กล่าวคำเท็จว่าสมมติว่าพระ ก.เห็นคนร้ายวิ่งหนีตำรวจไปจึงขยับไปยืนเสียในที่แห่งหนึ่งเมื่อตำรวจถามว่าท่านยืนตรงนี้เห็นคนร้ายผ่านมาทางนี้ไหม? ตอบว่าอาตมายืนตรงนี้ไม่เห็นเพราะตอนที่ท่านเห็นนั้นท่านยืนอยู่อีกที่หนึ่งเรื่องนี้ไม่ควรถือเอาเป็นตัวอย่างในทางปฏิบัติมากนักเพราะตามหลักความเป็นจริง
แล้วคนเราย่อมมีอำนาจเหนือตนเองที่จะพูดหรือไม่พูดอะไรก็ได้ วิจารณญาณในการพูดจึงควรจะเป็นการตัดสินด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเหมาะสมด้วยตนเอง หากเกิดความจำเป็นจะต้องเลือกระหว่างการขาดศีลกับสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์ หากจะมีก็ต้องตัดสินเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจะเอาทีเดียวสองอย่างย่อมไม่อาจเป็นไปได้

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เพชฌฆาตทำหน้าที่จะผิดศิลมัย

ปุจฉา
เพชฌฆาตประหารชีวิตนักโทษตามหน้าที่ก่อนประหารก็ให้อโหสิกรรมแก่กัน อย่างนี้จะมีผลกรรมหรือไม่ จะบาปหรือไม่?

วิสัชนา
มีทั้งสองอย่างนั่นแหละแต่ให้สังเกตุว่าเพชฌฆาตนั้นทำงานไปตามหน้าที่ของตน ไม่มีความรู้สึกอาฆาตแค้นกันเป็นการส่วนตัวองค์ประกอบแห่งการตัดสินบาปกรรมจึงอ่อนทุกอย่างคือ
-เจตนาเป็นการเจตนาที่เกิดขึ้นว่านี่เป็นเพียงงานในหน้าที่อันตนต้องกระทำตามหน้าที่
-วัตถุนักโทษขนาดถูกประหารนั้นแสดงว่าต้องทำความผิดไว้มากคุณความดีจึงมีน้อย
-ความพยายาม คือการฆ่าให้ตายนั้นไม่มากเพียงแต่เหนี่ยวไกกดแบล็คมัน ปุ ปุ ปุ ไม่กี่ครั้งนักโทษก็ตาย
แต่อย่างไรเขาก็เป็นคนมีชีวิต การฆ่าคนสัตว์มีชีวิตให้ตายจึงเป็นบาปกรรมที่ผู้ฆ่าจะต้องได้รับผลถึงแม้จะไม่มากแบบฆ่าพ่อแม่ก็ตามผลแห่งบาปกรรมก็ต้องมีเป็น ธรรมดา

เรื่องนี้เคยสอบถามเพชฌฆาตที่บางขวางมาเหมือนกันว่าเขามีความรู้สึกอย่างไรในขณะรัวปืนยิงนักโทษเช่นนั้น?
เขาบอกว่าก่อนจะมาเป็นเพชฌฆาตนั้น เขาได้รับการฝึกในด้านจิตใจมาจนขนาดเดินเหยียบของร้อนๆไม่รู้สึก ในขณะยิงจึงมีความรู้สึกเพียงว่าเป็นงานที่ต้องทำเท่านั้นเมื่อทำเสร็จก็ถือว่าเสร็จแล้วไม่เคยนำมาคิดเลย นักโทษประหารเขามีหลักสำหรับยืนนะคนยิงมีหน้าที่ยิงเท่านั้นไม่ได้เห็นตัวนักโทษตลอดราย คนตรวจสอบก็เป็นอีกคนหนึ่ง คนเก็บศพก็เป็นอีกคนหนึ่ง คนที่เป็นเพชฌฆาตเมื่อเสร็จงานก็กลับจากที่นั้นองค์ประกอบต่างๆจึงอ่อนดังกล่าว แต่ข้ออ้างเพื่อไม่ต้องเป็นบาปไม่มีสำหรับคนที่ฆ่าสัตว์อื่นที่ตนมีเจตนาร่วม เหมือนข้ออ้างสำหรับการทำผิดกฎหมายไม่มีสำหรับผู้กระทำผิดกฎหมายฉะนั้นรู้อย่างนี้แล้วอย่างไรๆก็อย่าไปสมัครเป็นเพชฌฆาตเข้าเชียวหากินทางอื่นดีกว่า

ฆ่าสัตว์เอามาทำบุญเลี้ยงพระ เลี้ยงคน จะผิดหรือไม่

ปุจฉา
ฆ่าสัตว์เอามาทำบุญเลี้ยงพระ เลี้ยงคน จะผิดหรือไม่?

วิสัจนา
เรื่องนี้เป็นเรื่องต่างกรรมต่างเจตนากันคือ การฆ่าสัตว์ประกอบด้วยมรณเจตนา หรือวธกเจตนาแปลว่าเจตนาให้ตายหรือเจตนาจะฆ่าเพื่อกินเจตนาจึงประกอบด้วย ความโลภเมื่อฆ่าลงไปก็ต้องเป็นบาปและผิดศีล

การเลี้ยงพระเลี้ยงคนเจตนาประกอบด้วยจาคเจตนาคือเจตนาบริจาคบ้างศรัทธาบ้าง เมตตากรุณาเป็นต้นบ้าง การกระทำของเขาจึงเป็นบุญเพราะมีลักษณะขจัดความโลภความเห็นแก่ตัวความตระหนี่ให้ออกไปจากจิต หลังจากไปแล้วก็ได้รับความสุขใจแต่ให้กำหนดว่าในชีวิตของคนเรานั้นมักจะเจอปัญหาเหล่านี้อยู่ตลอดเวลาซึ่งแน่นอนบางครั้งคนก็ต้องยอมเสียสละต้องกระทำบางอย่างลงไปเช่น "ลูกร้องไห้อยากกินไข่ต้ม ถ้าแม่กลัวบาปก็ต้องทนเห็นลูกร้องไห้เอา ถ้าไม่ต้องการให้ ลูกร้องไห้ ก็ต้องยอมทำบาปเอา ซึ่งมีทางเลือกได้ทางเดียวเท่านั้น แล้วแต่ใครจะเลือกอะไร" แต่ในคำถามที่ถามนั้นหากเราจะเลี่ยงไม่ยอมทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์ เราสามารถเลี้ยงพระเลี้ยงคนเลี้ยงตนเองได้ไม่ยากนักมิใช่หรือ?

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ศาสนาห้ามฆ่าสัตว์ทำไมจึงอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์

วิปสนา:3
สำหรับผู้ฆ่าสัตว์นั้นเจตนาประกอบด้วยกิเลสไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งคือ ถ้าเป็นการฆ่าเพื่อกินหรือเพื่อขายเจตนานั้นประกอบด้วยความโลภหากฆ่าเพื่อต้องการให้ตายเห็นได้ชัดว่าฆ่าด้วยความโกรธเป็นการเบียดเบียนสัตว์ บี้มด ตบยุงเล่น เป็นต้นเจตนาประกอบด้วยโมหะส่วนเจตนากินล้วนๆนั้นไม่ประกอบด้วยกิเลสเหล่านั้น แต่หากเป็นความอยากกินก็ต้องเป็นโลภเจตนาหรือเป็นการบริโภคด้วยตัณหา

ข้อนี้สำหรับชาวบ้าน สามเณร ไม่ถือว่าเป็นความผิดสำหรับพระภิกษุแล้วไม่ผิดปาติโมกข์ศีล คือศีลที่มาในพระปาติโมกข์โดยตรงแต่เป็นการผิดในระดับของปาริสุทธิศีล๔ อยู่ ๒ข้อ คือ
-อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์๖คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดความยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องเย็นร้อน อ่อนแข็งและรูปธรรมารมณ์ด้วยใจ
-ปัจจยปัจจเวกขณะ พิจารณาเสียก่อนแล้วจึงบริโภคปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่บริโภคด้วยตัณหา

ศาสนาห้ามฆ่าสัตว์ทำไมจึงอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์

วิสัชนา:2
พระพุทธเจ้าทรงเสวยเนื้อหรือไม่?
ตามพระวินัยปิฏกบอกไว้ชัดเจนว่าทรงเสวยเนื้อเช่นเดียวกัน เพราะทรงดำรงชีวิตด้วยอาหารที่ทายกเขาถวายตามที่เขามีอยู่บริโภคกันอยู่และโภชนะอันประณีตก็ทรงแสดงว่าได้แก่ "เนยใส่ เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม"เพราะเจตนากินไม่เป็นบาป การบริโภคเนื้อสัตว์จึงไม่ถูกห้ามไว้สำหรับคนทั่วไป

ทำไมจึงพูดว่าสำหรับคนทั่วไป?
เพราะว่าในการบริโภคเนื้อสัตว์ของภิกษุสามเณรนั้น ทรงกำหนดไว้อีกอย่างหนึ่งซึ่งมีลักษณะที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมกับการฆ่าสัตว์นั้นๆมาบริโภค โดย กำหนดเป็นขั้นตอนไปดังนี้
-การบริโภคอาหารทุกชนิดต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อน
-เนื้อบางชนิด เช่น เนื้อคน เนื้อม้า เนื้อช้าง เนื้องู เนื้อเสือ เป็นต้นห้ามฉัน
-ห้ามมิให้ฉันเนื้อสัตว์ทุกชนิดที่ตนเห็นได้ยินหรือสงสัยว่าเขาฆ่าเนื้อนั้นเจาะจงถวายให้ตนฉัน
-กรณีที่ต้องฉันอาหารที่เป็นเนื้อไม่ให้ฉันด้วยตัณหา คืออยากกินแต่ให้กำหนดว่าตนจำเป็นต้องฉันเนื้อเหล่านั้น เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ได้เหมือนพ่อ
ที่จำเป็นต้องกินเนื้อบุตรที่ตายในทะเลทราย เพื่อให้ชีวิตของตนรอดไปจากทะเลทราย

ศาสนาห้ามฆ่าสัตว์ทำไมจึงอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์

ปุจฉา:
พระพุทธศาสนาห้ามฆ่าสัตว์ทำไมจึงอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์?


วิสัชนา:
นั่นน่ะซีน่าคิดเหมือนกันนะข้อที่น่าคิดนี้แหละจึงควรคิดไปตามลำดับคืออย่างไร? คือ "การตัดสินว่าบาปหรือบุญในพุทธศาสนานั้นท่านกำหนดด้วยเจตนาเป็นสำคัญ" "เจตนากินกับเจตนาฆ่าคนละเจตนากัน" เรื่องนี้เห็นจะต้องพูดกันมากหน่อยจึงขอยึดหลักไว้ก่อนเรื่องปรากฏในพาโลวาทชาดก ทุกนิบาต ความย่อว่าพระโพธิสัตว์บวชเป็นดาบส คฤหบดีคนหนึ่งต้องการจะแกล้งท่านจึงนิมนต์มาฉันที่บ้านด้วยอาหารที่เป็นปลาและเนื้อเมื่อดาบสฉันเสร็จแล้วคฤหบดีกล่าวว่า
หนตวา ฆตวา วธิตวาจ เทติ ทาน อสญญโต
อีทิส ภตต ภุญชมาโน สปาปมุปลิมปติ
บุคคลผู้ไม่สำรวม ประหาร ทรมาน ฆ่าสัตว์ให้ตายแล้วย่อมให้ทาน ผู้บริโภคภัตรเช่นนี้ต้องติดบาปพระดาบสโพธิสัตว์ตอบว่า
ปุตตทารมปิ เจ หนตวา เทติทาน อสญญโต
ภุญชมาโนปิ สปุปญโณ นปาปมุปลิมปติ
บุคคลผู้ไม่สำรวมแม้จักฆ่าบุตรและภรรยาให้ทานผู้มีปัญญาแม้บริโภคย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยบาปทำไมจึงพูดว่า เจตนากิน กับเจตนาฆ่าเป็นคนละเจตนากันเล่า? เพราะความจริงเป็นเช่นนั้นคนกินนั้นไม่มีเจตนาเกี่ยวข้องกับการฆ่าแต่ประการใด ถ้าคนกินเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวเป็นบาป ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็ดีพระอรหันต์ก็ดี ทรงเสวยและฉันอาหาร ที่ทายกบริจาคถวายก็ต้องเป็นบาปด้วย เมื่อเป็นบาปด้วยก็เป็นการปฏิเสธว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ละบุญและบาปได้แล้วตามที่ท่านกล่าวว่า "ปุญญปาปปหีโน คือมีบุญและบาปอันละได้แล้ว"