วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

เรื่องความรักระหว่างศาสนาคริสต์กับพุทธ

ปุจฉา: ศาสนาคริสต์สอนให้รักคนอื่นเหมือนกับรักตนเองแต่ศาสนาพุทธสอนให้อยู่คนเดียวเป็นการเห็นแก่ตัวเอาตัวรอดใช่ไหม?

วิสัจฉนา: คนโบราณนั้นท่านมีความคิดเห็นคมคายมาก เมื่อท่านเห็นว่าใครพูดอะไรโดยขาดเหตุผล ความเป็นจริงท่านจะตำหนิว่า "ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด" เรื่องปัญหาข้างต้นนั้นเป็นการพูดแบบมองไม่ตลอดสายทั้งฝ่ายศาสนาคริสต์และพระพุทธศาสนา เพราะคำสอนระดับศาสนานั้นจะต้องมองให้ตลอดสายว่าอะไรเป็นอะไรและเป็นคำสอนในระดับใด จึงจะไม่เกิดความสับสนในการทำความเข้าใจสำหรับการสร้างความรู้สึกต่อคนอื่นนั้น

พระพุทธศาสนาไม่สอนเพียงแต่ให้สร้างความรู้สึกอันดีต่อคนเท่านั้น แต่ก้าวไกลไปถึงสรรพสัตว์โดยใช้คำว่า สพเพ สตตา แปลว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงแต่ท่านไม่ใช้คำว่าให้สร้างความรัก เพราะความรักนั้นในความหมายของพระพุทธ
ศาสนาท่านใช้คำว่า เปมะ แปลว่า ความรัก มีลักษณะที่ไม่ควรสร้างให้มากนัก เพราะว่า
"ความรักมีลักษณะต้องการได้รับการตอบสนองคือให้คนอื่นรักตนตอบถ้าเขาไม่รักตอบ ก็กลายเป็นโทสะคือความโกรธ ประทุษร้าย ในลักษณะที่เรียกกันว่า รักมากแค้นมาก หากคนหรือสิ่งที่รักพลัดพรากจากไปจิตจะกลายเป็นความเศร้าโศกแต่ในกรณีที่รักมากไปจิตก็จะกลายเป็นอคติคือมีความลำเอียงเพราะเหตุว่ารักใคร่กัน"

พระพุทธศาสนาสอนให้คนมี
  1. เมตตา คือความปรารถนาดีต่อกันต้องการที่จะเห็นคนและสัตว์ทั้งหลายอยู่อย่าง ไม่มีเวรมีภัยไม่เบียดเบียนกัน มีความสุขตามสมควรแก่ฐานะของตน
  2. กรุณา คือเหมือนเห็นคนอื่นเศร้าโศกประสบความผิดหวังเป็นต้น ก็ช่วยเหลือเขาตาม
    กำลังที่จะช่วยได้
  3. มุทิตา ในกรณีที่เห็นคนอื่นเขาได้รับความสุขความเจริญให้แสดงความยินดีต่อเขาแทนที่จะไปริษยาเขาในกรณีที่คนสัตว์ที่เราควรจะแสดงเมตตา กรุณา มุทิตา นั้นต้องประสบความพิบัติไม่อยู่ในวิสัยที่จะใช้ธรรมะอีก๓ ข้อนั้นได้ ท่านสอนให้ทำใจเป็น
  4. อุเบกขา คืออย่าไปแสดงความยินดีหรือยินร้ายในความพิบัติอันนั้นของเขาด้วยการทำความรู้สึกว่า
    "คนเรามีกรรมเป็นของๆตนจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยใครทำกรรมอันใด ไว้ดีหรือชั่วก็ตามเขาจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"

การทำความรู้สึกได้เช่นนี้ จะช่วยให้คนไม่ต้องไปว้าวุ่นในสิ่งที่ตนไม่อาจทำอะไรได้ ทั้งเป็นการป้องกันจิตตนไว้ไม่ให้ตกไปเป็นอคติอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ ประการ คือ

  1. ลำเอียงเพราะรักใคร่กันเป็นการส่วนตัว เรียก ฉันทาคติ
  2. ลำเอียงเพราะไม่ชอบกันเป็นการส่วนตัว เรียก โทสาคติ
  3. ลำเอียงเพราะความกลัวเป็นเหตุ เรียก ภยาคติ
  4. ลำเอียงเพราะความเขลา เรียก โมหาคติ

สำหรับในกรณีที่สอนให้อยู่คนเดียวนั้นใช้ในกรณีที่ต้องการบำเพ็ญเพียรทางจิตเพื่อเสริมสร้างพื้นฐานทางจิตให้อยู่ในสภาพพร้อมจะใช้เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นต้น ตามสมควรแก่สัตว์แก่บุคคลจนถึงทำจิตให้หลุดพ้นจากกิเสลในที่สุดเท่านั้น

เมื่อปรับจิตได้แล้วหรือแม้เมื่อสละกิเสลจนจบสิ้นหน้าที่ส่วนตนแล้ว เวลาแห่งชีวิตต่อจากนั้นได้ใช้ไปเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่สรรพสัตว์เป็นหลักเป็นธรรมดาประการหนึ่ง คือจะเป็นใครก็ตามหากต้องการทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคม เขาจะต้องใช้เวลาช่วงหนึ่งแห่งชีวิตเพื่อสร้างคุณสมบัติอันเหมาะสมสำหรับทำงานเพื่อสังคมในช่วงนั้น คนที่สติสัมปชัญญะมีเหตุผลมากพอจะไม่ว่าเขาเห็นแก่ตัวหรือเอาตัวรอดแน่

พระพุทธศาสนาสอนแก้ปัญหาชีวิตและช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือ

ปุจฉา: พระพุทธศาสนาสอนแก้ปัญหาชีวิตและช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือไม่?

วิสัจฉนา:ได้แน่นอนโดยไม่มีข้อสงสัย คนได้รับผลจากการแก้ปัญหาและระงับความทุกข์ด้วยอาศัยหลักธรรมของพระพุทธศาสนามามากต่อมากทั้งในอดีตและปัจจุบันคนเขาไม่สงสัยกันแล้วในเรื่องนี้ แต่เมื่อสงสัยมาก็ขอชี้แจงว่าพระพุทธศาสนารับรองว่าหลักธรรมในพระพุทธศาสนาสามารถแก้ปัญหาชีวิตและช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้จริง แต่มีข้อแม้ว่า "บุคคลนั้นจะต้องดำเนินตามหลักการและวิธีการทางพระพุทธศาสนานะ"

หลักการนั้นท่านได้กำหนดเป็นเรื่องๆไป เช่นถ้าต้องการจะแก้ความเสื่อมในชีวิตก็ต้องเว้นจากการกระทำอันเป็นทางแห่งความเสื่อมเสีย คือ อบายมุข อันได้แก่ ความเป็นนักเลงหญิง นักเลงการพนัน นักเลงดื่มสุรา เที่ยวกลางคืน คบคนไม่ดีเป็นมิตร และเกียจคร้านทำการงานเป็นต้น

หากต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต การงาน ก็ต้องดำเนินไปตามหลักการที่จะนำคนไปสู่ความสำเร็จในชีวิตการงานก็ต้องดำเนินไปตามหลักการที่จะนำคนไปสู่ความสำเร็จ ๔ ประการ คือ

  1. ฉันทะ ปลูกฝังความพอใจไม่ให้เสื่อมคลายในการงานนั้นๆ
  2. วิริยะ มีความเพียรพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นโดยไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค
  3. จิตตะ เอาใจใส่สนใจในเรื่องนั้นๆไม่วางธุระ
  4. วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผลตรวจสอบในเรื่องนั้นๆ
สำหรับวิธีการนั้น ท่านกำหนดขั้นตอนที่คนควรจะทำความเข้าใจในปัญหาความทุกข์เป็นต้น ให้ทราบตามความเป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ให้ลงมือปฏิบัติให้เหมาะสมแก่กรณีนั้น ขั้นตอนนั้นหมายเอาการวิเคราะห์ในเรื่อง นั้นตามลำดับดังนี้

  1. อะไร? คือให้ทราบปัญหาหรือความทุกข์เป็นต้นว่าเป็นอะไรแน่
  2. มาจากไหน? คือการศึกษาให้ทราบถึงสาเหตุอันเป็นมูลฐานและปัจจัยร่วมแห่งปัญหาความทุกข์เหล่านั้นให้ทราบว่า อะไรเป็นสาเหตุแท้จริง และปัจจัยร่วมซึ่งจำเป็นจะต้องขจัดให้หมดไป
  3. เพื่ออะไร? เป็นการกำหนดเป้าหมายที่ตนมุ่งหวังอันเป็นความสุข ความเจริญ ซึ่งเกิดจากการทำลายสาเหตุแห่งปัญหาและความทุกข์เป็นต้น
  4. โดยวิธีอย่างไร? ได้แก่การนำเอาหลักการแก้ปัญหาแก้ความทุกข์ในเรื่องนั้นๆตามที่ทางพระพุทธศาสนาได้แสดงไว้มาใช้ให้เหมาะสมเป็นกรณีๆไป

ได้โปรดเข้าใจว่าพระพุทธศาสนานั้นเปรียบเหมือนโอสถพิเศษที่สามารถบำบัดโรคได้ตามสมควรแก่โลกที่เกิดขึ้น แต่การรักษาโลกคนจำเป็นต้องทราบอาการ สมุฏฐาน เป้าหมายและกรรมวิธีในการรักษาและยาที่จำเป็นต้องใช้โดยถูกต้องไม่ผิดพลาดก็สามารถแก้โรคนั้นๆได้ฉันใด หลักธรรม พระพุทธศาสนา ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันฉันนั้น

ดังนั้นท่านจึงแสดงว่าพระธรรมเป็นโอปนยิโกคือเป็นข้อที่คนจะต้องน้อมเข้ามาหาตนหรือน้อมตนเข้าไปหาจึงจะได้รับผลจากพระธรรมในระดับต่างๆตามสมควรแก่การปฎิบัติ.

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

พระพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์จริงหรือ

วิปัชนา:2
พระพุทธศาสนากล่าวถึงกฎของการดึงดูดว่าน้ำตกจากที่สูงย่อมไหลลงสู่ที่ลาดลุ่มฉันใดจิตใจที่ถูกกระแสแห่งกิเลสดึงดูดไว้เรียกว่า โลกิยจิต แต่จิตนั้นอาจทำให้พ้นจากกระแสการดึงดูดได้ ด้วยความเพียรพยายามจนเป็นโลกุตรจิต เหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ที่ลาดลุ่มตามปกติ แต่อาจใช้กรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ทดน้ำขึ้นสู่ที่สูงจนถูกความร้อนแผดเผากลายเป็นไอได้ ยิ่งในด้านจิตวิทยาอันเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่งด้วยแล้ว เขากล่าวว่าให้ยกไลเมนขึ้นสูงกว่าสิ่งเร้า ซึ่งหมายถึงการยกจิตให้สูงกว่าอำนาจฝ่ายต่ำนั้นเองนี่เป็นเสี้ยวหนึ่งของพระพุทธศาสนาด้วยซ้ำไป

คำสอนเรื่องทางสายกลางของพระพุทธศาสนาก็มีหลักการอันเดียวกับวิทยาศาสตร์ให้สังเกตว่าเครื่องวัดอุณหภูมิก็ดี วัดความเร็ว ความชื้น ความดัน กระเเสไฟฟ้าเป็นต้นก็ดี เพื่อต้องการรักษาจุดกลางเอาไว้นั้นเอง ไม่อย่างนั้นก็ระเบิดหรือเป็นอันตรายได้ แม้เรื่องความเกิดขึ้นของโลกพระพุทธศาสนา ถือว่าเกิดจากเหตุปัจจัยคล้ายๆกับทฤษฎีหมอกเพลิงทางวิทยาศาสตร์ วิชาจักรวาลวิทยาปัจจุบันได้ค้นพบระบบสุริยจักรวาลเป็นอันมากจนถึงกับได้พบระบบหนึ่งเรียกว่า "คัทเตอร์ในเจมินี" มีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลางถึง ๖ ดวง มีจักรวาลดารกาเป็นบริวารขึ้นต้นด้วยเลข ๒๓ ตามด้วยศูนย์ ๒๗ ตัว

พระพุทธศาสนาแสดงเรื่องนี้ไว้อย่างไรรู้ไหม?
พระพุทธศาสนาบอกว่าจักรวาลนั้นมีมากจนใช้คำว่าอนันตจักรวาลหรือแสนโกฏิจักรวาลบางจักรวาลมีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ๑-๒-๓-๔-๕-๖-ถึง๗ดวงยังล้ำหน้าวิทยาศาสตร์ไปอีกระบบหนึ่งซึ่งวิทยาศาสตร์ยังค้นไม่พบ ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากแต่ที่ไม่ควรลืมคือพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ตรงกันในด้านหลักการวิธีการบางอย่างเท่านั้นไม่ใช่เหมือนกันทุกอย่าง เพราะฝ่ายหนึ่งเน้นหนักด้านนามธรรมฝ่ายหนึ่งเน้นหนักด้านรูปธรรมอีกประการหนึ่ง "ผลิตผลที่เกิดขึ้นตามกรรมวิธีทางพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์มีส่วนที่ผิดกันอยู่บ้าง คือ ของวิทยาศาสตร์นั้นมีคุณอนันต์แต่มีโทษมหันต์ ส่วนผลิตผลที่เกิดขึ้นถูกต้องตามกรรมวิธีทางพระพุทธศาสนามีคุณอนันต์อย่างเดียวไม่มีโทษ"นี่ว่าถึงผลิตผลที่เกิดขึ้นถูกต้องตามกรรมวิธีทางพระพุทธศาสนานะ หากผิดจากกรรมวิธีทางพระพุทธศาสนาไม่รับรอง

พระพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์จริงหรือ

ปุจฉา
ที่ว่าพระพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์นั้นมีเหตุผลอย่างไร?

วิปัชนา
ที่ว่ากันนั้นอันที่จริงเป็นความเห็นของนักปราชญ์ทางตะวันตกแต่มิได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์หมายเพียงแต่ว่า"พระพุทธศาสนามีหลักการและวิธีการเป็นเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์" ข้อนี้นักปราชญ์ทางตะวันตกที่ศึกษาแตกฉานดีทั้งพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ได้มีความเห็นร่วมกันว่า "วิทยาศาสตร์ทางโลกเป็นวิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุส่วนพระพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตใจ" การวิธีการทางพระพุทธศาสนาที่ตรงกับวิทยาศาสตร์ เช่น พระพุทธศาสนาอธิบายหลักทั่วไปแห่งจิตใจในฐานะเป็นมูลฐานแห่งคำสอนทางพระพุทธศาสนาโลกทางวัตถุมูลฐานแห่งวิทยาศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุกับจิตใจ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา กับ สิ่งที่สะท้อนไปจากเนื้อหา ในเรื่องนี้ผู้ศึกษาสิ่งหนึ่งโดยการเปรียบเทียบหรืออนุมาน คือการคาดคะเนจากเหตุผลย่อมได้รับความรู้ถึงอีกสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งด้วย การวิเคราะห์ปรากฎการณ์ในแนวทางอันเป็นพื้นฐานของตนพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ตรงกันในข้อที่ว่า"ความรู้ต้องได้มาด้วยการวิเคราะห์ ทดลอง หาเหตุผลอย่างมีหลักการและวิธีการที่ถูกต้องและกรรมวิธีที่เหมาะสมแก่การหาความรู้ในเรื่องนั้นๆ" การจะเชื่อถืออะไรจะต้องมีการพิสูจน์ทดสอบก่อนจึงจะเชื่อ ไม่ให้เชื่ออย่างงมงายผลทุกอย่างที่ปรากฎนั้นจะต้องมาจากเหตุ พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์มีวิธีการค้นจากผลสาวไปหาเหตุ บ้างค้นจากเหตุไปหาผลบ้างเช่นเดียวกัน

พระพุทธศาสนาสอนว่าสรรพสิ่งมีความเปลี่ยนแปลงดำรงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ไม่เป็นแก่นสารตัวตนอะไรที่ควรยึดถือ วิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ไปถึงความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน เห็นสิ่งทั้งหลายมีการเกิดดับต่อเนื่องกันซึ่งเมื่อวิเคราะห์ลงไปแล้วสารวัตถุทั้งหลายคือการรวมตัวของปรมาณูอันมหาศาล ในที่สุดก็เป็นเพียงพลังงานหามีตัวตนอะไรไม่ แม้การทำระเบิดปรมาณูก็เป็นการแยกปรมาณูเพื่อให้เกิดพลังงานนั่นเอง

ตรงนี้ผิดกันที่ไหนรู้ไหม?
ผิดกันตรงที่วิทยาศาสตร์แยกปรมาณูเพื่อให้เกิดเป็นพลังงานพลังงานเหล่านั้นกลายเป็นลูกระเบิดมหาประลัย แต่พระพุทธศาสนาแยกออกเป็นอนัตตาเสร็จแล้วไม่มีกิเลสเป็นเหตุยึดถือว่าของเราว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ว่าเป็นตัวเป็นตนของเรา จิตท่านที่แยกได้เช่นนี้จะทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่โลกอย่างเดียวเช่นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย"ปรมาณูในพระพุทธศาสนาจึงเป็นปรมาณูเพื่อสันติอย่างแท้จริง"

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2552

การดื่มสุราเพือสังคมเป็นบาปมัย

วิสัชนา:2
เพราะว่าถ้าคนจะยึดถือสังคมเป็นประมาณแล้วหากเป็นสังคมของคนดีก็ดีไปหากสังคมของคนพาลเล่าจะทำอย่างไรกัน? คนเราจะต้องอ้างว่าตนต้องคอรัปชั่นเพราะหากไม่ทำเช่นนั้นก็อยู่ร่วมกับพวกคอรัปชั่นไม่ได้ ต้องขโมยต้องเล่นการพนันต้องหมกมุ่นในอบายมุขเป็นต้นเพื่อต้องการสถานะคือ การยอมรับของสังคมอยู่ตลอดไป ทำให้เป็นคนขาดหลักการดำรงชีวิตกลายเป็นท่อนไม้ลอยน้ำจนกว่าจะเน่าเปื่อยผุพังไปอย่างนี้จะไหวหรือ

การดื่มเหล้าเพื่อให้ตนสามารถเข้าสังคมได้สังคมอะไรก็คือสังคมคอสุราก็มีลักษณะอย่างนั้น ย่อมไม่พ้นการประพฤติผิดศีลไปได้ผู้มีปัญญาจะต้องเลือกเอาระหว่าง
"ฐานะของผู้มีศีลกับไร้ศีล" จะเลือกเอาสองอย่างในขณะเดียวกันไม่ได้แม้จะดื่มแล้วนอนหลับไปก็ย่อมได้รับโทษจากสุราที่ดื่มเช่น "เสียทรัพย์ ทอนกำลัปัญญา ขาดความละอาย ไม่รักครอบครัว" เป็นต้น หากจะทำอะไรผิดเพราะความเมาสุราเป็นเหตุความผิดก็เพิ่มขึ้นตามสมควรแก่เหตุ คนจึงไม่ควรสร้างความเคยชินในการกระทำบาปและไม่ควรดูหมิ่นว่าเป็นเรื่องเล็กเพราะทุกอย่างเริ่มจากน้อยไปหามากทั้งนั้น.

การดื่มสุราเพือสังคมเป็นบาปมัย

ปุจฉา
การดื่มสุราก็เช่นเดียวกันบางครั้งก็จำเป็นต้องดื่มเพื่อสังคมถ้าเราไม่ดื่มก็เข้ากับเขาไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำอย่างไรดื่มเมานอนเสียจะบาปหรือไม่?

วิสัชนา
ตามหลักความเป็นจริงแล้วการกล่าวอ้างบุคคลสังคมว่าที่ตนต้องกระทำไปเช่นนั้น เพราะสังคมเพราะคนนั้นคนนี้เป็นต้น พระสารีบุตรเถระได้กล่าวแก่ธนัญชานิพราหมณ์ผู้เป็นข้าราชการผู้ใหญ่แต่ฉ้อหลวงบังราษฎร์ แล้วอ้างว่าตนทำเพื่อพ่อแม่ บุตรภรรยา เป็นต้นความว่าคนที่ทำความผิดแล้วอ้างว่าทำเพื่อใครก็ตามเวลาตายไปจะบอกนายนิรยบาลเขาได้ไหมว่าที่ตนทำผิดไปเพราะต้องทำเพื่อคนอื่นขออย่าได้ถือเป็นความผิดเลยหรือคนที่เราอ้างว่าเราทำความผิดไปเพื่อพวกเขาจะไปขอร้องต่อยมบาลว่าขออย่าได้ลงโทษเขาเลย คนๆนี้ต้องทำความผิดเพื่อพวกตนซึ่งปรากฏว่าไม่มีข้ออ้างเพื่อไม่ต้องรับโทษสำหรับการกระทำความผิดไม่ว่าจะเพื่อ
ใครโดยใครก็ตาม "นี่คือหลักสากลแม้ในด้านกฎหมายก็มีลักษณะเดียวกัน"

ในกรณีของการกล่าวว่าตนจำเป็นต้องดื่มสุราเพื่อสังคมซึ่งมีคนกล่าวอ้างกันเป็นอันมากนั้นมีหลักในการพิจารณาเช่นเดียวกับที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ แต่ในกรณีของการดำรงชีวิตแบบชาวบ้านนั้นเราจำเป็นต้องมองปัญหาตามที่มีอยู่เป็นอยู่ในสังคมว่าข้อเท็จจริงในสังคมเป็นอย่างไร? การดำรงชีวิตของคนในโลกนั้นเมื่อจำแนกออกจะได้เป็นกลุ่มๆจะได้ ๓ กลุ่มใหญ่ๆคือ
๑.ถือเอาความคิดเห็นของตนเป็นประมาณในการตัดสินปัญหาการแก้ปัญหาการทำงาน เป็นต้นซึ่งออกจะเป็นการเสี่ยงมากอยู่
๒.ถือเอาความคิดเห็นของสังคมคือคล้อยตามความเคลื่อนไหวของสังคม ค่านิยมของสังคม ปัญหาในเรื่องนี้ตัวกำหนดความถูกผิดจึงอยู่ที่สังคมว่า สังคมที่เราเคลื่อนไหวไปตามนั้นเป็นสังคมประเภทใด?
๓.ถือเหตุผลความถูกต้อง ตามหลักธรรม กฎหมาย จารีตประเพณี เป็นมาตรฐานในการดำรงชีวิตซึ่งเป็นเหมือนการขับรถไปตามกฎจราจร อันตรายไม่อาจเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่เขายังยึดมั่นในหลักการอันถูกต้องนั้นๆอยู่
หลักในการดำรงชีวิต ๓ ระดับนี้ สำหรับบัณฑิตแล้วแม้การถือความคิดเห็นของตนเองหรือสังคมเป็นหลักในบางกรณีก็ตาม แต่ความคิดเห็นของตนและสังคมนั้นจะต้องยุติด้วยเหตุผลและความถูกตรงนัยที่ ๓ ตลอดไป

การพูดปดบางครั้งก็ดีจริงหรือ?

ปุจฉา
การพูดปดบางครั้งก็จำเป็นเช่นในทางที่จะทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองหรือในกรณีอื่นใดที่เป็นประโยชน์ เมื่อพระพุทธศาสนาห้ามพูดปดจะมิขัดกันหรือ?

วิสัชนา
ก็ขัดกันนะซีแต่ที่สำคัญคือคนจะทำประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองต้องทำการพูดปดหรือ? แปลกดีเหมือนกันคนเราเริ่มมาถึงก็ขาดความจริงใจเสียแล้วคนอย่างนี้หรือจะมีหน้ามาพูดว่าทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง คนประเภทนี้กระมังที่หนังสือพิมพ์เรียกว่านักการเมืองน้ำเน่า? ไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่เราจะทำประโยชน์ด้วยการพูดปดอย่างบางกรณี เช่น "เราบอกคนกลัวเข็มฉีดยาว่าให้ฉีดเถิดไม่เจ็บเท่าไรหรอกหรือบอกว่าเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็ไม่เป็นการพูดปดอะไร อย่าไปบอกเขาว่าไม่รู้สึกเจ็บเลยก็แล้วกัน"เรื่องการพูดนั้นท่านให้ยึดหลักว่า "เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง เป็นธรรม มีประโยชน์ พูดถูกแก่กาล คนฟังอาจจะชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ตามหากหลัก ๔ ประการไม่เสียก็ให้พูดได้"สมมติว่า เรื่องที่เป็นประโยชน์นั้นจำเป็นจะต้องโกหกจริงๆมีอยู่เช่น หลอกคนป่วยให้กินกล้วยใส่ยาขมไว้ข้างในเป็นต้นท่านไม่ถือว่าเป็นบาปมากมายอะไร เพราะการพูดปดที่เป็นอันตรายและมีโทษมากนั้น ท่านกำหนดเอาที่ผลอันเกิดขึ้นจากการพูดปดเป็นการทำลายประโยชน์สุขของคนอื่นเป็นฯสำคัญ

แต่โดยทั่วไปแล้วการพูดปดโดยอ้างอย่างที่ถามมานั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมากโดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติซึ่งมีภาษาที่ใช้กันอีก ประเภทหนึ่งเรียกว่าสำนวนทางการทูตซึ่งเมื่อพิจารณาในแง่ภาษาก็ไม่อาจจัดว่าเป็นเรื่องโกหกตามความหมายของศีล เรื่องนี้พระอาจารย์ได้เล่าตัวอย่างแห่งการเลี่ยงไม่กล่าวคำเท็จว่าสมมติว่าพระ ก.เห็นคนร้ายวิ่งหนีตำรวจไปจึงขยับไปยืนเสียในที่แห่งหนึ่งเมื่อตำรวจถามว่าท่านยืนตรงนี้เห็นคนร้ายผ่านมาทางนี้ไหม? ตอบว่าอาตมายืนตรงนี้ไม่เห็นเพราะตอนที่ท่านเห็นนั้นท่านยืนอยู่อีกที่หนึ่งเรื่องนี้ไม่ควรถือเอาเป็นตัวอย่างในทางปฏิบัติมากนักเพราะตามหลักความเป็นจริง
แล้วคนเราย่อมมีอำนาจเหนือตนเองที่จะพูดหรือไม่พูดอะไรก็ได้ วิจารณญาณในการพูดจึงควรจะเป็นการตัดสินด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเหมาะสมด้วยตนเอง หากเกิดความจำเป็นจะต้องเลือกระหว่างการขาดศีลกับสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์ หากจะมีก็ต้องตัดสินเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจะเอาทีเดียวสองอย่างย่อมไม่อาจเป็นไปได้